Part of Speech คืออะไร? ปูพื้นฐานให้แน่น พร้อมลุยทุกสนามสอบ!

สวัสดีค่ะน้อง ๆ ทุกคน! สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ สิ่งที่เป็น “หัวใจ” สำคัญที่สุดของไวยากรณ์อังกฤษเลยก็คือเรื่อง Part of Speech ค่ะ การเข้าใจว่า Part of Speech คืออะไรและหน้าที่ของคำจะช่วยให้เราสื่อสารได้ถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น วันนี้พี่ ๆ The Advisor Academy เลยรวบรวมสรุปแบบเข้าใจง่ายมาฝากกันค่ะ
Key Takeaway
- Part of Speech คือ ชนิดของคำในภาษาอังกฤษที่แบ่งตามหน้าที่และความหมาย
- Part of Speech มีทั้งหมด 8 ประเภทหลัก ได้แก่ Noun, Pronoun, Verb, Adjective, Adverb, Preposition, Conjunction และ Interjection
- การรู้จักแต่ละ Part of Speech ช่วยให้เข้าใจโครงสร้างประโยคและใช้ภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง
- คำแต่ละคำสามารถมีหลาย Part of Speech ขึ้นอยู่กับบริบทในประโยค
Part of Speech คืออะไร?
Part of Speech คือ การจำแนกชนิดของคำในภาษาอังกฤษตามหน้าที่และความหมายที่ใช้ในประโยคค่ะ ซึ่งเปรียบเสมือนการจัดหมวดหมู่ของคำต่าง ๆ ตามบทบาทที่มีในการสื่อสาร โดยแต่ละ Part of Speech จะมีลักษณะและหน้าที่เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป การเข้าใจ Part of Speech จะช่วยให้น้อง ๆ สามารถวิเคราะห์โครงสร้างประโยค เข้าใจความหมายของข้อความ และใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ค่ะ
ความเข้าใจในแต่ละประเภทจะช่วยให้น้องๆ สามารถสร้างประโยคที่มีความหมายสมบูรณ์และถูกต้องได้ค่ะ การเรียนรู้หัวข้อนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากไม่ว่าน้องๆ จะกำลังเรียน IELTS, ติว SAT หรือติว IGCSE ก็ตามค่ะ
Part of Speech มีอะไรบ้าง?
ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน Part of Speech แบ่งออกเป็น 8 ประเภทหลัก ๆ ซึ่งแต่ละประเภทจะมีความสำคัญและการใช้งานที่แตกต่างกัน มาดูกันว่า Part of Speech มีอะไรบ้าง
- คำนาม (Noun) คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่ หรือสิ่งนามธรรม
- คำสรรพนาม (Pronoun) คือ คำที่ใช้แทนคำนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำนามซ้ำๆ
- คำกริยา (Verb) คือ คำที่แสดงการกระทำ การเคลื่อนไหว หรือสภาวะของประธาน
- คำคุณศัพท์ (Adjective) คือ คำที่ใช้ขยายหรือบรรยายคำนาม เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม
- คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) คือ คำที่ใช้ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์อื่น ๆ
- คำบุพบท (Preposition) คือ คำที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำนามหรือสรรพนามกับคำอื่นในประโยค
- คำเชื่อม (Conjunction) คือ คำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน
- คำอุทาน (Interjection) คือ คำที่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกอย่างกะทันหัน
คำย่อของ Part of Speech แต่ละประเภทเขียนอย่างไร?
ในการศึกษาหรือวิเคราะห์โครงสร้างประโยค เรามักจะพบคำย่อของ Part of Speech แต่ละประเภทกำกับไว้ในพจนานุกรมค่ะ การรู้จักคำย่อเหล่านี้จะช่วยให้น้อง ๆ อ่านและทำความเข้าใจเอกสารทางภาษาศาสตร์ได้ดีขึ้น มาดูกันว่าแต่ละประเภทมีคำย่อว่าอะไรบ้าง
- คำนาม หรือ Noun: n.
- คำสรรพนาม หรือ Pronoun: pron.
- คำกริยา หรือ Verb: v.
- คำคุณศัพท์ หรือ Adjective: adj.
- คำกริยาวิเศษณ์ หรือ Adverb: adv.
- คำบุพบท หรือ Preposition: prep.
- คำเชื่อม หรือ Conjunction: conj.
- คำอุทาน หรือ Interjection: int. หรือ interj.
Noun (คำนาม)
Noun หรือ คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อบุคคล สัตว์ สิ่งของ สถานที่ แนวความคิด หรือสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ค่ะ โดยคำนามถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในประโยค เพราะมักจะทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมของประโยค แล้ว Noun มีอะไรบ้าง? การเข้าใจประเภทของคำนามจะช่วยให้น้อง ๆ ใช้คำนามได้อย่างถูกต้องตามบริบทค่ะ
Countable Noun
Countable Noun คือ คำนามที่สามารถนับจำนวนได้ และสามารถเป็นพหูพจน์ (เติม s/es) ได้ค่ะ คำนามประเภทนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถนับเป็นหน่วยแยกกันชัดเจนได้
ตัวอย่างคำนาม Countable Noun
- book : one book, three books (หนังสือ)
- apple : one apple, five apples (แอปเปิล)
- student : one student, many students (นักเรียน)
- chair : one chair, two chairs (เก้าอี้)
Uncountable Noun
Uncountable Noun คือ คำนามที่ไม่สามารถนับจำนวนได้โดยตรง และไม่มีรูปพหูพจน์ค่ะ มักเป็นสิ่งที่เป็นของเหลว แนวคิดนามธรรม หรือสิ่งที่ไม่สามารถแยกเป็นหน่วยย่อยได้
ตัวอย่างคำนาม Uncountable Noun
- water (น้ำ) : ใช้กับคำว่า some water, a glass of water
- information (ข้อมูล) : ใช้กับคำว่า some information, a piece of information
- happiness (ความสุข) : แนวคิดนามธรรม
- rice (ข้าว) : ใช้กับคำว่า some rice, a bowl of rice
Pronoun (คำสรรพนาม)
Pronoun หรือ คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำนามซ้ำ ๆ ในประโยคค่ะ การใช้คำสรรพนามช่วยให้ประโยคกระชับและฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยคำสรรพนามแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น Personal Pronouns, Possessive Pronouns, Demonstrative Pronouns, Relative Pronouns และ Indefinite Pronouns เป็นต้นค่ะ
ตัวอย่างการใช้ Pronoun
- Personal Pronouns: I, you, he, she, it, we, they
ตัวอย่าง: Sarah is a teacher. She teaches English. (She แทน Sarah)
- Possessive Pronouns: mine, yours, his, hers, its, ours, theirs
ตัวอย่าง: This book is mine. (mine = my book)
- Demonstrative Pronouns: this, that, these, those
ตัวอย่าง: This is my phone. That is yours.
- Relative Pronouns: who, whom, whose, which, that
ตัวอย่าง: The girl who won the prize is my sister.
Verb (คำกริยา)
Verb หรือ คำกริยา คือ คำที่แสดงการกระทำ การเคลื่อนไหว หรือสภาวะของประธานในประโยคค่ะ คำกริยาเป็นส่วนสำคัญที่สุดของประโยค เพราะทุกประโยคต้องมีคำกริยาเสมอ คำกริยามีการผันรูปตาม Tenses (กาล) และ Subjects (ประธาน) ที่แตกต่างกัน การเข้าใจการผันรูปของคำกริยาจะช่วยให้น้อง ๆ สร้างประโยคได้อย่างถูกต้องค่ะ
Base Form | Past Simple Tense | Past Participle | คำแปล |
learn | learned | learned | เรียน |
swim | swam | swum | ว่ายน้ำ |
write | wrote | written | เขียน |
go | went | gone | ไป |
buy | bought | bought | ซื้อ |
Adjective (คำคุณศัพท์)
Adjective หรือ คำคุณศัพท์ คือ คำที่ใช้ขยายหรือบรรยายคำนาม (Noun) หรือคำสรรพนาม (Pronoun) เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณลักษณะ สี ขนาด รูปร่าง จำนวน หรือสภาพของคำนามนั้น ๆ ค่ะ คำคุณศัพท์ช่วยให้ประโยคมีรายละเอียดมากขึ้นและชัดเจนยิ่งขึ้น
ตัวอย่าง Adjective
- The beautiful flower smells nice. (สวยงาม)
- She bought a red dress. (สีแดง)
- This is a large house. (ขนาดใหญ่)
- He is a talented musician. (มีความสามารถ)
- I need three apples. (จำนวน)
Adverb (คำวิเศษณ์)
Adverb หรือ คำกริยาวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยายคำกริยา (Verb) คำคุณศัพท์ (Adjective) หรือคำวิเศษณ์อื่น ๆ เพื่อบอกรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการ เวลา สถานที่ ความถี่ หรือระดับของการกระทำหรือคุณลักษณะนั้นๆ ค่ะ คำวิเศษณ์มักลงท้ายด้วย -ly เช่น quickly, slowly หรือ carefully แต่ก็มีบางคำที่ไม่ลงท้ายด้วย -ly เช่น fast, hard หรือ well
ตัวอย่าง Adverb
- She sings beautifully. (ขยาย verb – วิธีการ)
- The weather is extremely cold. (ขยาย adjective – ระดับ)
- They always arrive on time. (ความถี่)
- He runs fast. (ขยาย verb – วิธีการ)
Preposition (คำบุพบท)
Preposition หรือ คำบุพบท คือ คำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำนามหรือสรรพนามกับคำอื่น ๆ ในประโยคค่ะ โดยมักจะบอกตำแหน่ง ทิศทาง เวลา หรือลักษณะต่าง ๆ โดยคำบุพบทมักจะวางหน้าคำนามหรือสรรพนาม การใช้คำบุพบทให้ถูกต้องจะช่วยให้ประโยคมีความหมายชัดเจนขึ้น มาดูตัวอย่างกันค่ะว่าคำบุพบทมีอะไรบ้าง
ตัวอย่าง Preposition
- in: The book is in the bag. (ใน)
- on: The cup is on the table. (บน)
- at: She is at school. (ที่)
- between: The park is between the mall and the library. (ระหว่าง)
- under: The cat is under the chair. (ใต้)
- from: I am from Thailand. (จาก)
- to: We are going to Bangkok. (ไปยัง)
Conjunction (คำเชื่อม)
Conjunction หรือ คำเชื่อม คือ คำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกันค่ะ คำเชื่อมช่วยให้ประโยคมีความต่อเนื่องและเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยคำเชื่อมแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น Coordinating Conjunctions, Subordinating Conjunctions และ Correlative Conjunctions
ตัวอย่าง Conjunction
- Coordinating Conjunctions: and, but, or, so, yet, for, nor
ตัวอย่าง: I like coffee and tea. / She is smart but lazy.
- Subordinating Conjunctions: because, although, when, if, while, since, unless
ตัวอย่าง: I study hard because I want to pass the exam.
- Correlative Conjunctions: either…or, neither…nor, both…and, not only…but also
ตัวอย่าง: Either you or I will go.
Interjection (คำอุทาน)
Interjection หรือ คำอุทาน คือ คำหรือวลีที่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกอย่างกะทันหัน เช่น ความดีใจ, ความประหลาดใจ, ความเจ็บปวด หรือความตื่นเต้นค่ะ ซึ่งคำอุทานมักจะแยกออกจากโครงสร้างประโยคหลัก และมักมีเครื่องหมาย ! (อัศเจรีย์) ตามหลัง หรือคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค
ตัวอย่าง Interjection
- Wow! That’s amazing! (แสดงความประหลาดใจ)
- Ouch! That hurts! (แสดงความเจ็บปวด)
- Hooray! We won the game! (แสดงความดีใจ)
- Oh no! I forgot my keys. (แสดงความผิดหวัง)
- Yay! It’s the weekend! (แสดงความตื่นเต้น)
Part of Speech คือพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ
การเข้าใจ Part of Speech คือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประโยค การเขียน หรือการสื่อสาร ความรู้เรื่อง Part of Speech จะช่วยให้น้อง ๆ วิเคราะห์โครงสร้างประโยคได้แม่นยำและเข้าใจความหมายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษาอังกฤษต่าง ๆ หรือเรียน GED การมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเรื่อง Part of Speech จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นค่ะ หากน้อง ๆ ต้องการความช่วยเหลือในการเรียนภาษาอังกฤษ หรือต้องการเตรียมตัวสอบอย่างมีประสิทธิภาพ The Advisor Academy พร้อมให้คำปรึกษา ด้วยทีมติวเตอร์ที่มีประสบการณ์และหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อให้น้อง ๆ บรรลุเป้าหมายค่ะ
ช่องทางการติดต่อ :
- Tel: 083-628-9191
- Facebook: theadvisoracademy
- Instagram: theadvisoracademy
- Website: https://theadvisoracademy.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Part of Speech
“To” จัดเป็น Part of Speech ในหมวดหมู่ไหน?
“To” สามารถเป็นได้ 2 หมวดหมู่ค่ะ ขึ้นอยู่กับบริบทการใช้ ถ้าใช้หน้ากริยาเป็น to-infinitive เช่น “to study” จะเป็นส่วนหนึ่งของ Verb แต่ถ้าใช้บอกทิศทางหรือตำแหน่ง เช่น “go to school” จะเป็น Preposition (คำบุพบท) ค่ะ
“My” จัดเป็น Part of Speech ในหมวดหมู่ไหน?
“My” จัดเป็น Possessive Adjective ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Adjective (คำคุณศัพท์) ค่ะ ใช้แสดงความเป็นเจ้าของและต้องวางหน้าคำนามเสมอ เช่น “my book” หรือ “my friend” โดย “my” จะบอกว่าสิ่งนั้นเป็นของใครค่ะ
แกรมม่า (Grammar) คืออะไร?
แกรมม่า (Grammar) หรือ ไวยากรณ์ คือ ระบบกฎเกณฑ์และหลักการที่ใช้ในการจัดโครงสร้างของภาษาค่ะ ประกอบด้วยหลักการในการใช้คำ การเรียงประโยค และการผันรูปต่าง ๆ รวมถึงการใช้ Part of Speech ให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสื่อสารภาษาอังกฤษให้ถูกต้องค่ะ