สอบเทียบ GED คืออะไร? สอบอะไรบ้าง ยื่นเข้าคณะอะไรได้บ้าง?

สอบเทียบ GED

น้อง ๆ หลายคนที่กำลังมองหาการเข้าเรียนต่อในรั้วมหาวิทยาลัยคงเคยได้ยินการสอบเทียบวุฒิด้วยผลสอบ GED กันมาบ้างแล้ว ซึ่งผลการสอบ GED เป็นที่ยอมรับในหลักสูตรนานาชาติในหลายมหาวิทยาลัย อีกทั้งสามารถใช้ยื่นเข้าสมัครเรียนต่อในต่างประเทศได้อีกด้วย

เพื่อให้น้อง ๆ เข้าใจการสอบ GED ได้ดียิ่งขึ้น มาทำความรู้จักอย่างละเอียดกันเลยดีกว่า ว่า GED คืออะไร ต้องสอบอย่างไร และสอบ GED เข้ามหาวิทยาลัยไหนได้บ้าง จะได้ไม่พลาดโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ พร้อมแล้วมาดูกันเลย !

Key Takeaway

  • การสอบ GED คือการสอบเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศสหรัฐอเมริกา
  • GED ต้องสอบทั้งหมด 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ (อ่าน–เขียน) วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา
  • คะแนน GED ที่ผ่านเกณฑ์ คือตั้งแต่ 145 คะแนนขึ้นไปในแต่ละวิชา
  • GED Ready คือข้อสอบจำลองอย่างเป็นทางการ ที่ใช้ประเมินความพร้อมก่อนสอบ GED จริง ซึ่งเมื่อผ่านแล้วจึงสอบ GED รอบทั่วไปได้
สารบัญบทความ

GED คืออะไร ?

GED คืออะไร

GED (General Educational Development) คือการสอบวัดผลเพื่อเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรือ High School Diploma ของระบบการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ภายใต้การดูแลและรับรองมาตรฐานจาก Pearson VUE ทำให้ผลสอบ GED มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยที่ให้สถานะเทียบเท่าวุฒิการศึกษาระดับชั้นม. 6 ซึ่งสามารถใช้สมัครเรียนต่อหรือสมัครงานได้ตามเงื่อนไขของแต่ละสถาบัน

สอบเทียบ GED เหมาะกับใคร?

การสอบ GED เหมาะสำหรับกลุ่มคนดังต่อไปนี้

  • น้องที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป โดยสำหรับคนที่อายุไม่ถึง 18 ปี ต้องมีเอกสารยืนยันจากผู้ปกครอง
  • น้องที่เรียนมัธยมปลาย แล้วต้องการวุฒิ GED ก่อนจบมัธยม
  • น้อง ๆ ที่ไม่ได้เรียนในระบบเรียนปกติ เช่น Home School นักกีฬา

 

สามารถอ่านเพิ่มเติม สอบ GED เหมาะกับใครบ้าง?

GED สอบอะไรบ้าง?

GED สอบอะไรบ้าง

การสอบ GED จะแบ่งออกเป็น 4 รายวิชา ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยจะเน้นความรู้พื้นฐาน การเชื่อมโยง ตรรกะและการคิดวิเคราะห์ ได้แก่

1. Reasoning Through Language Arts (RLA)

ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษที่รวมเนื้อหาทั้งวิชา Reading และ Writing เข้าด้วยกัน ข้อสอบมีทั้งแบบ Multiple Choices, Drag and Drop, Select and Area และ Drop Down เพื่อวัดทักษะด้านการอ่าน แกรมมาร์พื้นฐาน และการเขียนเรียงความแบบ Argumentative

ข้อสอบ RLA จะแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท 150 นาที ได้แก่

  • พาร์ทที่ 1 (30 นาที) – Reading
  • พาร์ทที่ 2 (45 นาที) – Extended Response 
  • พาร์ทที่ 3 (65 นาที) – Reading and Standard English Convention

2. Social Studies

ข้อสอบวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์ ใช้เวลาสอบ 70 นาที ข้อสอบจะเน้นที่การวิเคราะห์ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และการเมืองการปกครอง รวมทั้งการอ่านตัวเลข กราฟ ตาราง และแผนที่ที่เกี่ยวข้องในด้านสังคมและประวัติศาสตร์ โดยเนื้อหาที่ออกสอบ ได้แก่

  • ประวัติศาสตร์อเมริกา (U.S. History)
  • การเมืองการปกครอง (Civic and government)
  • เศรษฐศาสตร์ (Economics)
  • ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์โลก (Geography and the world)

3. Mathematical Reasoning

ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ใช้เวลาสอบ 115 นาที ข้อสอบจะเน้นไปที่การเลือกใช้สูตรและการคิดเลขให้สอดคล้องกับโจทย์ รวมทั้งการแก้ปัญหาทางพีชคณิต แบ่งเป็นสองพาร์ท พาร์ทแรกไม่สามารถใช้เครื่องคิดเลขได้ แต่จะมีการแจกแผ่นรวมสูตร (Formula Sheet) แทน โดยเนื้อหาข้อสอบจะประกอบไปด้วย

  • คณิตศาสตร์พื้นฐาน (Basic Math)
  • เรขาคณิต (Geometry)
  • พีชคณิตพื้นฐาน (Basic Algebra)
  • กราฟและฟังก์ชั่น (Graphs and function)

4. Science

วิชาวิทยาศาสตร์ ใช้เวลาสอบ 90 นาที เนื้อหาหลักที่น้อง ๆ ต้องใช้สอบมีอยู่ 3 หัวข้อหลัก ๆ ได้แก่

  • Reading for meaning in Science
  • Designing and interpreting science experiments
  • Using numbers and graphics in science

ใน 4 วิชาที่ใช้สอบนี้ คะแนนที่น้อง ๆ จะต้องได้ คือ ไม่ต่ำกว่า 145 คะแนน จากคะแนนเต็ม 200 คะแนนในแต่ละวิชาจึงจะถือว่าสอบ GED ผ่าน โดยเกณฑ์คะแนนของ GED มีทั้งหมด 3 ระดับ ได้แก่

  • Passing Score : 145/200 คะแนน
  • College Ready : 165/200 คะแนน
  • College Ready + Credit : 175/200 คะแนน

ซึ่งเกณฑ์ที่น้อง ๆ จะใช้ในการยื่นเข้ามหาวิทยาลัย คือ ตั้งแต่ 145-165 คะแนนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับทางคณะและมหาวิทยาลัยกำหนด แต่ถ้าหากสอบแล้วได้คะแนนไม่ถึง 145 คะแนน น้อง ๆ สามารถสมัครลงทะเบียนสอบใหม่ได้ทันที ยกเว้นการสอบใหม่ในครั้งที่ 4 ขึ้นไปที่จะต้องเว้นระยะจากการสอบครั้งล่าสุดมาแล้วอย่างน้อย 60 วัน

การสอบเทียบ GED และ IGCSE ต่างกันอย่างไร ?

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าควรสอบเทียบวุฒิไหนดี ระหว่างการสอบ GED และ IGCSE เป็นเส้นทางการศึกษาทางเลือก ที่มีความแตกต่างกันหลายประการ โดย GED คือการสอบเทียบวุฒิม.ปลาย (ม.6) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งข้อสอบ GED มีทั้งหมด 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา สามารถนำไปสมัครเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรนานาชาติทั้งในและต่างประเทศได้ ขณะที่ IGCSE เป็นวุฒิจากระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสถานะเทียบเท่าระดับชั้น ม.4 โดยสามารถสอบ AS/A-Level อีก 3 วิชา เพื่อใช้ยื่นขอวุฒิม.6 ได้ โดยมีวิชาที่ต้องสอบที่หลากหลายกว่า เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และวิชาเลือกอื่น ๆ 

>> เตรียมตัวให้พร้อมได้เปรียบกว่า! ลงทะเบียนติว IGCSE พร้อมรับเทคนิค Up คะแนนแบบเห็นผลจริง <<

GED Ready คืออะไร?

GED Ready คืออะไร? GED Ready คือแบบทดสอบจำลอง (Official Practice Test) ที่น้อง ๆ ต้องทำคะแนนให้ได้ตั้งแต่ 145 คะแนนขึ้นไปในแต่ละรายวิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา เพื่อให้มีสิทธิ์ทำข้อสอบของหลักสูตร GED ในลำดับถัดไป ซึ่งการสอบจำลองนี้จะช่วยให้รู้สึกคุ้นเคยกับลักษณะและโครงสร้างของข้อสอบ GED รวมถึงรู้จุดผิดพลาดที่ต้องกลับไปทบทวนเพิ่มเติม ทั้งจากการอ่านด้วยตัวเองและการลงคอร์สเรียน GED เพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจกับการสอบในสนามนี้ยิ่งขึ้น

ค่าสมัครสอบ GED

ค่าธรรมเนียมในการสอบ GED แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • ค่าสอบ GED Ready 7.99 USD / วิชา (ประมาณ 248 บาท ต่อวิชา)
  • ค่าสอบ GED 85 USD / วิชา (ประมาณ 2,850 บาท ต่อวิชา)
  • ค่าใบ GED Diploma และ Transcript 15 USD / ใบ (ประมาณ 500 บาท ต่อใบ) โดยแบบการจัดส่งจะจัดส่งแบบเร่งด่วน (FEDEX) ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

โดยสามารถชำระค่าสอบและค่าเอกสารด้วยหมายเลขบัตรเครดิต/เดบิต ผ่าน www.ged.com

***ค่าเงินไทยมีการเปลี่ยนแปลงตามอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวัน

***สำหรับนักเรียนที่เรียนกับทางสถาบัน The Advisor Academy ทางสถาบันจะทำการสั่งใบจบตัวจริงให้ค่ะ

วิธีการสมัครสอบ GED

วิธีการสมัครสอบ GED น้อง ๆ สามารถทำตามด้วยตัวเองได้ดังนี้

  1. น้อง ๆ สามารถ เข้าสมัครสอบได้ที่ www.ged.com 
  2. เข้าไปที่เมนู Sign up กรอกอีเมลและรหัสผ่านสำหรับการเข้าสู่ระบบทุกครั้ง
  3. กรอกข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน โดยข้อมูลที่กรอกจะต้องตรงกับพาสปอร์ต
  4. สำหรับน้อง ๆ ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จะต้องดาวน์โหลดแบบฟอร์มยินยอมการสอบสำหรับผู้ปกครอง
  5. หลังกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็สามารถเลือกวันสอบได้เลย
  6. ในการสมัครครั้งต่อไปน้อง ๆ สามารถ Login สมัครที่สอบที่เว็บได้เลย โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่

 

***น้อง ๆจะต้องพกพาสปอร์ตเพื่อยืนยันตัวตนตอนสอบ ไม่อย่างงั้นแล้วจะไม่ได้เข้าสอบ

***สำหรับนักเรียนที่เรียนกับทางสถาบัน The Advisor Academy เพียงนำพาสปอร์ตมาที่สถาบันทางสถาบันจะทำการสมัครสอบให้ค่ะ**

การเทียบวุฒิ GED (กับทางกระทรวงศึกษาธิการ)

จากระเบียบการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการสอบเทียบวุฒิการศึกษาในประเทศและต่างประเทศระดับการศึกษาพื้นฐาน พ.ศ.2560 ได้มีการประกาศให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้กำหนดคุณสมบัติหลักเกณฑ์ของผู้มีสิทธิเข้าศึกษาต่อ หากมหาวิทยาลัย หรือ คณะกำหนดให้สามารถนำวุฒิ GED ยื่นในการสมัครเข้าศึกษาต่อได้ แสดงว่านักเรียนสามารถนำวุฒิและผลการสอบ GED เพื่อสมัครเรียนได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเทียบวุฒิที่กระทรวงศึกษาธิการ

สอบ GED เข้ามหาวิทยาลัยไหนได้บ้าง?

ใครที่สงสัยว่าสอบ GED เข้ามหาวิทยาลัยไหนได้บ้าง? สอบเทียบ GED เข้าคณะอะไรได้บ้าง? น้อง ๆ สามารถใช้ผลสอบ GED ยื่นสมัครเรียนได้ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐจะเน้นหลักสูตรนานาชาติ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนก็สามารถยื่นได้ทั้งหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติ ตัวอย่างคณะจากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่รับผลสอบ GED อาทิ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ)

 

  • สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ (BBTech)
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ISE)
  • สาขาวิศวะเคมี (ChPE)
  • สถาบันวัตกรรมบูรณาการ (Bascii)
  • สาขาเคมีประยุกต์ (BSAC)
  • คณะบริหารธุรกิจ (BBA)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ (EBA)
  • สาขาการจัดการสื่อสาร (CommArts)
  • สาขาการออกแบบนิเทศศิลป์ (CommDe)
  • สาขาวิชาการออกแบบสถาปัตยกรรม (INDA)
  • คณะอักษรศาสตร์ (BALAC)
  • สาขาการเมืองและโลกสัมพันธ์ศึกษา (PGS)
  • สาขาวิทยาศาสตร์จิตวิทยา (JIPP)

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ)

  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ (TEP/TEPE)
  • สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินทร (SIIT)
  • คณะบริหารธุรกิจ (BBA)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ (BE)
  • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง (UDDI)
  • สาขาวิชาการจัดการออกแบบ ธุรกิจ และเทคโนโลยี (DBTM)
  • สาขานวัตกรรมการบริการ (BSI)
  • หลักสูตรโลกคดีศึกษาและการประกอบการสังคม (GSSE)
  • สาขาการเมืองเศรษฐศาสตร์ (PPE)
  • สาขาการเมืองและการระหว่างประเทศ (BIR)
  • คณะวารสารศาสตร์ (BJM)
  • หลักสูตรอังกฤษและอเมริกันศึกษา (BAS)
  • คณะนิติศาสตร์ (LL.B.)
  • คณะศิลปศาสตร์ (BEC)
  • สาขาโครงการวิเทศคดีศึกษา (IAC)
  • สาขานโยบายสังคมและการพัฒนา (SPD)
  • วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ (PBIC)

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

  • คณะวิทยาศาสตร์ (B.Sc.)
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ (B.Eng.)
  • สาขาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ (Creative Technology)
  • คณะบริหารธุรกิจ (BBA)
  • สาขาสื่อและการสื่อสาร (Media and Communication)
  • คณะศิลปศาสตร์ (Arts)
  • สาขาผู้ประกอบการด้านธุรกิจการเดินทางและธุรกิจบริการ (THM)

นอกจากนี้ สามารถใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้อีกด้วย แต่ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยที่รับวุฒิ GED จะต้องใช้คะแนน IELTS ประกอบการยื่นสมัครเข้าเรียนต่อ หากน้อง ๆ สนใจมหาวิทยาลัยไหนจะต้องศึกษาเงื่อนไขและข้อมูลให้พร้อมก่อนยื่นสมัคร

  • University of California
  • Columbia University
  • Harvard University
  • New York University
  • Alabama State University
  • Colorado State University
  • Penn State University
  • University of Michigan
  • The University of Queensland
  • University of Melbourne
  • Auckland University
  • Victoria University of Wellington
  • University of London
  • Regent’s University London

คอร์สเตรียมความพร้อมสอบ GED ที่ The Advisor Academy !

การสอบ GED คืออะไร? GED คือการสอบเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยกระทรวงศึกษาธิการได้ให้การรับรองแล้ว โดยการสอบ GED มีทั้งหมด 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา (ข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ) ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ การอ่านจับใจความ และการตีความข้อมูลมากกว่าการท่องจำ โดยเกณฑ์ผ่านของคะแนน GED คือ 145 คะแนนขึ้นไปในแต่ละวิชา ดังนั้นการเตรียมสอบ GED ควบคู่กับการเรียน ielts เพื่อเสริมทักษะภาษาอังกฤษหรือการติว SAT ร่วมด้วย จะยิ่งช่วยให้น้อง ๆ มีความพร้อมในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้น

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่า แล้วควรเรียน GED ที่ไหนดี เลือกสถาบันแบบไหนถึงจะช่วยให้สอบผ่านได้จริงและคุ้มค่ากับเวลาและค่าเรียนมากที่สุด ซึ่งการเลือกสถาบันที่มีการวางแผนการเรียนอย่างเป็นระบบ มีการประเมินพื้นฐานก่อนเรียน และมีผู้สอนที่เข้าใจข้อสอบ GED อย่างลึกซึ้ง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การเตรียมสอบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

หากน้อง ๆ นักเรียนที่มีอายุ 14-20 ปี อยากสอบ GED ให้ผ่านฉลุย มาเตรียมลุยข้อสอบกับ The Advisor Academy หนึ่งในสถาบันเตรียมสอบหลักสูตรนานาชาติ (Test Preparation Center) ชั้นนำในประเทศไทยที่มีหลักสูตรติว GED ทั้งแบบส่วนตัวแบบคู่ และแบบกลุ่ม โดยในคอร์สติว GED จะมีการประเมินพื้นฐานภาษาอังกฤษก่อนเรียน พร้อมวางแผนเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเป็นรายบุคคลให้อย่างละเอียด เข้าเรียนสดผ่านระบบ Zoom จำนวน 100 ชั่วโมงเต็ม พร้อมไฟล์บันทึกการสอนเพื่อทบทวนย้อนหลัง รวมทั้งมีการทดสอบ GED กับครูผู้สอนก่อนลงสู่สนามสอบจริงอีกด้วย

ช่องทางการติดต่อ : 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสอบ GED

1. เปลี่ยนวันสอบ GED หรือยกเลิกการสอบและขอเงินคืนได้ไหม

พี่ขอแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้ค่ะ

  • กรณีเปลี่ยนวันสอบ น้อง ๆ สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ แต่ต้องทำการเปลี่ยนก่อนถึงเวลาสอบจริง 24 ชั่วโมงค่ะ
  • กรณีต้องการยกเลิกการสอบและขอเงินคืน น้อง ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ต้องยกเลิกการสอบก่อนถึงเวลาสอบจริง 24 ชั่วโมงนะคะ โดยทาง GED จะคืนค่าสอบผ่านบัตรเครดิตที่ใช้ในการลงทะเบียนสมัครสอบค่ะ 

2. เอกสารที่ต้องเตรียมไปในวันสอบ GED

หนังสือเดินทาง (Passport) เล่มจริง หรือ บัตรประชาชน

3. คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ 145 จะต้องทำอย่างไร

สามารถ Retest วิชาที่สอบไม่ผ่านได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ค่ะ ซึ่งน้อง ๆ ต้องจ่ายค่าสอบวิชาละ 85 USD เหมือนเดิมนะคะ แต่ถ้าสอบครบ 3 ครั้ง คะแนนก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ 145 คะแนน จะต้องเว้นระยะเวลาในการสอบในครั้งถัดไปไม่น้อยกว่า 60 วัน จึงจะสามารถกลับมาสอบในวิชานั้นใหม่ได้

4. GED ไม่จบม.3 สอบได้ไหม

สอบได้ค่ะ เพราะการสอบ GED ไม่ได้จำกัดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ แค่อายุ 16 ปีขึ้นไปก็สามารถสอบเทียบ GED ได้ค่ะ

5. คะเเนน GED รอกี่วัน

รอไม่เกิน 1 วันทำการ ยกเว้นวิชา RLA รอผลประมาณ 2-3 วันค่ะ