IELTS คะแนนเต็มเท่าไหร่ รู้จักการสอบ และการใช้คะแนนเรียนต่อ

ก่อนตัดสินใจสอบ IELTS หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ IELTS คะแนนเต็มเท่าไหร่ และคะแนนที่ได้สามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เพราะคะแนน IELTS ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข แต่เป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย นายจ้าง และหน่วยงานด้านการย้ายถิ่นฐานใช้ประเมินความพร้อมด้านภาษาอังกฤษของผู้สอบอย่างจริงจังค่ะ
การเข้าใจโครงสร้างคะแนน IELTS รู้วิธีคิดคะแนน ไปจนถึงความหมายของแต่ละช่วงคะแนน จะช่วยให้น้อง ๆ ตั้งเป้าหมายการสอบได้ชัดเจนขึ้น และเลือกใช้คะแนนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการยื่นเรียนต่อ สมัครงานได้อย่างไม่มีปัญหา
Key Takeaway
- IELTS คือการสอบวัดภาษาอังกฤษระดับสากล วัด 4 ทักษะ คือ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน นิยมใช้ยื่นเรียนต่อ สมัครงาน ขอวีซ่า และย้ายถิ่นฐาน
- IELTS คะแนนเต็มคือ 9.0 โดยนำคะแนนทั้ง 4 พาร์ตมาเฉลี่ยเป็น Band Score (Overall) เพื่อบอกระดับความสามารถทางภาษา
- แต่ละประเทศและมหาวิทยาลัยใช้เกณฑ์คะแนนต่างกัน ส่วนใหญ่อยู่ที่ IELTS 6.0-7.5 ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาและสาขา
IELTS คืออะไร?
International English Language Testing System หรือ IELTS คือการสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลค่ะ โดยข้อสอบ IELTS จะเป็นการประเมินทักษะภาษาอังกฤษของผู้สอบใน 4 ทักษะหลัก ได้แก่ การฟัง (Listening), การอ่าน (Reading), การเขียน (Writing) และการพูด (Speaking)
การสอบ IELTS เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการเรียนต่อต่างประเทศ สมัครมหาวิทยาลัยอินเตอร์ หรือใช้ยื่นประกอบการขอวีซ่า รวมถึงผู้ปกครองที่กำลังวางแผนอนาคตทางการศึกษาให้บุตรหลาน หรือต้องการย้ายถิ่นฐานในบางประเทศค่ะ
ลักษณะข้อสอบ IELTS จะเน้นการใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง ทั้งด้านการเรียนและการใช้ชีวิต ทำให้ผลสอบสะท้อนความสามารถทางภาษาได้ค่อนข้างตรงตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายสถาบันทั่วโลกเลือกใช้คะแนน IELTS เป็นเกณฑ์มาตรฐานค่ะ
IELTS คะแนนเต็มเท่าไหร่ มีโครงสร้างการสอบเป็นอย่างไร?
IELTS คะแนนเต็มอยู่ที่ 9.0 ค่ะ โดยคะแนนจะคำนวณจากผลสอบทั้ง 4 พาร์ตหลัก แล้วนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนรวมที่เรียกว่า Band Score (Overall) ซึ่งสะท้อนระดับความสามารถภาษาอังกฤษของน้อง ๆ อย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐานสากลค่ะ
โครงสร้างการสอบ IELTS ประกอบด้วย 4 พาร์ต ดังนี้ค่ะ
- Listening (การฟัง) : ใช้เวลาประมาณ 30 นาที วัดความเข้าใจบทสนทนาและการบรรยายในชีวิตจริง เช่น ห้องเรียน มหาวิทยาลัย หรือการทำงาน ผู้เข้าสอบจะได้ฟังบทสนทนาเพียงครั้งเดียว และต้องเขียนคำตอบหลังจากจบบทสนทนาภายใน 10 นาทีก่อนเริ่มบทสนทนาถัดไป
- Reading (การอ่าน) : ใช้เวลาประมาณ 60 นาที วัดทักษะการอ่านจับใจความ วิเคราะห์บทความ และการทำความเข้าใจข้อมูลภาษาอังกฤษ ซึ่งบทความในข้อสอบมักจะเป็นบทความจากหนังสือพิมพ์ วารสาร ความยากข้อมูลอยู่ในระดับทั่วไปที่ไม่ต้องมีความรู้เฉพาะทางก็เข้าใจได้
- Writing (การเขียน) : ใช้เวลาประมาณ 60 นาที แบ่งเป็น 2 Tasks คือ IELTS Writing Task 1 และ IELTS Writing Task 2 วัดความสามารถในการอธิบาย และการแสดงความคิดอย่างมีเหตุผล
- Speaking (การพูด) : ใช้เวลาประมาณ 11-14 นาที เป็นการสนทนากับกรรมการ วัดการสื่อสาร ความคล่องแคล่ว และการใช้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ
คะแนนของแต่ละพาร์ตจะอยู่ในช่วง 0-9.0 และเมื่อนำคะแนนทั้ง 4 พาร์ตมาคำนวณเฉลี่ย จะได้คะแนน IELTS Overall Band Score ซึ่งเป็นคะแนนที่น้อง ๆ และผู้ปกครองใช้ยื่นสมัครเรียนต่อ สมัครงาน หรือขอวีซ่าในหลายประเทศค่ะ
สอบ IELTS แล้วคะแนนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
หลายคนอาจสงสัยว่าคะแนนนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง? คะแนน IELTS ไม่ได้มีไว้แค่ยื่นสมัครเรียนเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดโอกาสทางการศึกษาและอนาคตในหลายด้าน ผู้ปกครองเองก็สามารถใช้คะแนนนี้เป็นแนวทางวางแผนให้บุตรหลานได้อย่างชัดเจนค่ะ
การไปเรียนต่อต่างประเทศ
คะแนน IELTS ใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการสมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างประเทศ โดยแต่ละประเทศและแต่ละสถาบันจะกำหนดคะแนนขั้นต่ำไม่เท่ากัน ซึ่งช่วยยืนยันว่าผู้เรียนสามารถเรียนและใช้ชีวิตในระบบการศึกษาภาษาอังกฤษได้ค่ะ
การสมัครงาน
หลายองค์กร โดยเฉพาะบริษัทนานาชาติ ใช้คะแนน IELTS เป็นหลักฐานยืนยันความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้สมัครงาน คะแนนที่ดีจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสในการได้งานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักค่ะ
การย้ายถิ่นฐานเปลี่ยนที่อยู่อาศัย
คะแนน IELTS ยังใช้ประกอบการยื่นเอกสารด้านการย้ายถิ่นฐานหรือขอวีซ่าถาวรในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งคะแนนไอเอลที่ได้จะช่วยพิสูจน์ถึงศักยภาพในการสื่อสารและปรับตัวในสังคมใหม่ของผู้ยื่นคะแนนค่ะ
การขอทุนการศึกษา
สำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการขอทุนการศึกษา คะแนน IELTS เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ผู้ให้ทุนใช้พิจารณา ยิ่งสอบ IELTS ได้คะแนนสูง ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการได้รับทุน และลดข้อจำกัดด้านภาษาในการเรียนต่อต่างประเทศค่ะ
ความหมาย IELTS Band Score (Overall) ในแต่ละระดับคืออะไร?
คะแนน IELTS Band Score (Overall) คือคะแนนเฉลี่ยจากทั้ง 4 พาร์ตของการสอบ ใช้บอกระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของน้อง ๆ ค่ะ หลายคนอาจสงสัยว่า IELTS มีกี่ระดับ และแต่ละระดับมีความหมายอย่างไรบ้าง เราจะมาอธิบายความหมายของคะแนน IELTS แต่ละระดับ ดังนี้
- Band 9.0 (Expert User) : เป็นผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเชี่ยวชาญ สื่อสารได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่ว และภาษาดูเป็นธรรมชาติในทุกสถานการณ์
- Band 8.0 (Very Good User) : ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก อาจมีความผิดพลาดเล็กน้อย สามารถสื่อสารเรื่องซับซ้อนได้อย่างมั่นใจ
- Band 7.0 (Good User) : ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี เข้าใจเนื้อหาส่วนใหญ่ แต่อาจมีข้อผิดพลาดบ้างในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยหรือมีความซับซ้อน
- Band 6.0 (Competent User) : ใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับใช้งานได้ เข้าใจภาพรวมของภาษา แต่อาจยังมีข้อผิดพลาดบ้างในเรื่องซับซ้อน
- Band 5.0 (Modest User) : สื่อสารภาษาอังกฤษได้ในระดับพื้นฐาน เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป แต่ยังพบข้อผิดพลาดในการใช้ภาษาในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
- Band 4.0 (Limited User) : ใช้ภาษาอังกฤษได้จำกัด เข้าใจเฉพาะสถานการณ์ที่คุ้นเคย
- Band 3.0 (Extremely Limited User) : สื่อสารได้เพียงเล็กน้อย ยังไม่สามารถทำความเข้าใจในสถานการณ์อื่น ๆ นอกเหนือจากสถานการณ์ที่คุ้นเคย
- Band 2.0 (Intermittent User) : ใช้ภาษาได้จำกัด สื่อสารได้ไม่ต่อเนื่อง
- Band 0-1.0 (Non-user) : ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ จับใจความได้เฉพาะศัพท์บางคำ
ประเทศไหนใช้ IELTS คะแนนเท่าไหร่บ้างในการเรียนต่อ?
การเรียนต่อต่างประเทศด้วยคะแนน IELTS แต่ละประเทศจะกำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำไม่เหมือนกันค่ะ น้อง ๆ และผู้ปกครองควรตรวจสอบให้ตรงกับเป้าหมายการเรียน เพื่อวางแผนเตรียมตัวสอบได้อย่างเหมาะสมค่ะ
ตัวอย่างประเทศยอดนิยมและเกณฑ์คะแนน IELTS สำหรับเรียนต่อ มีดังนี้ค่ะ
- สหราชอาณาจักร (UK) : ส่วนใหญ่ใช้คะแนนประมาณ IELTS 6.5 ขึ้นไป แต่สำหรับมหาวิทยาลัยระดับท็อปมักใช้คะแนนขั้นต่ำที่ IELTS 7.0-7.5 ขึ้นไปค่ะ
- ออสเตรเลีย : มหาวิทยาลัยส่วนมากกำหนดที่ IELTS 6.0 สำหรับปริญญาตรี IELTS 6.5 สำหรับปริญญาโท และอาจสูงกว่านั้นสำหรับบางคณะ เช่น คณะแพทย์จะต้องได้ 7.0 ขึ้นไปในทุกพาร์ต
- สหรัฐอเมริกา (USA) : ส่วนใหญ่ใช้ TOEFL แต่ก็มีหลายที่ที่รับคะแนน IELTS แล้ว ซึ่งกำหนดคะแนน IELTS 6.5-7.0 และบางมหาวิทยาลัยชั้นนำอาจกำหนดคะแนนสูงกว่านี้ค่ะ
- แคนาดา : ใช้คะแนน IELTS 6.0 สำหรับปริญญาตรี (แต่ละพาร์ตไม่ต่ำกว่า 5.5) และ IELTS 6.5 สำหรับปริญญาโท (แต่ละพาร์ตไม่ต่ำกว่า 6.0)
ก้าวสู่ IELTS คะแนนเต็ม วางแผนให้ถูกทางตั้งแต่วันนี้ ที่ The Advisor
การสอบ IELTS คะแนนเต็มไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากน้อง ๆ เข้าใจโครงสร้างการสอบ การให้คะแนน และรู้ว่าคะแนนสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้างค่ะ การวางแผนเตรียมตัวอย่างเป็นระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสทำคะแนนได้ตามเป้าหมาย และเปิดประตูสู่การเรียนต่อ ทุนการศึกษา และอนาคตในต่างประเทศอย่างมั่นใจ
พี่ ๆ The Advisor Academy พร้อมดูแลตั้งแต่การประเมินระดับ วางแผนการเรียน ไปจนถึงเทคนิคพิชิต IELTS คะแนนเต็มแบบเหมาะกับน้อง ๆ แต่ละคน รวมถึงช่วยผู้ปกครองวางแผนอนาคตให้บุตรหลานอย่างมืออาชีพค่ะ
ช่องทางการติดต่อ :
- Tel: 083-628-919
- Facebook: theadvisoracademy
- Instagram: theadvisoracademy
- Website: https://theadvisoracademy.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสอบ IELTS
คะแนน IELTS สำหรับศึกษาต่อควรได้เท่าไหร่?
โดยทั่วไปควรได้ประมาณ IELTS 6.0-7.0 ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับประเทศ มหาวิทยาลัย และสาขาที่น้องๆ สมัครค่ะ
การเตรียมตัวสอบ IELTS ควรทำอย่างไร?
ควรเริ่มจากการประเมินระดับภาษา ฝึกครบทั้ง 4 ทักษะ และวางแผนการอ่าน-ทำข้อสอบอย่างสม่ำเสมอ หรือเลือกเรียน IELTS กับผู้เชี่ยวชาญก็จะช่วยวางแผนการเตรียมสอบได้ตรงจุดและเห็นผลเร็วขึ้นค่ะ
คะแนน IELTS อยู่ได้นานเท่าไหร่?
คะแนน IELTS มีอายุการใช้งาน 2 ปีนับจากวันสอบ หลังจากนั้นต้องสอบใหม่ค่ะ