IELTS คืออะไร? ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
สอบที่ไหน?

น้องๆ หลายคนอาจคุ้นเคยกับข้อสอบ IELTS มาบ้างแล้ว เพราะเป็นหนึ่งในข้อสอบโหดหินแต่กลับใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง สามารถใช้ได้ทั้งการศึกษาต่อทั้งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและในต่างประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ อีกทั้งยังสามารถใช้คะแนนเพื่อการทำงานและเพื่อการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศได้อีกด้วย

หากน้องๆ อยากสอบ IELTS เพื่อโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยในฝันหรือโยกย้ายไปต่างประเทศ มาทำความรู้จักการสอบ  IELTS กันอย่างละเอียดยิบกันเลยดีกว่า ว่าการสอบ IELTS คืออะไร สอบแบบไหน สอบอย่างไรบ้าง ก่อนเตรียมความพร้อมตะลุยข้อสอบกันแบบจัดเต็ม!

หัวข้อน่าสนใจเกี่ยวกับการสอบเทียบ IELTS

การสอบ IELTS คืออะไร ?

การสอบ IELTS หรือเรียกชื่อเต็มว่า International English Language Testing System เป็นข้อสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ เพื่อประเมินความรู้และความสามารถของผู้สอบที่ต้องการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในการศึกษาหรือการทำงานเป็นหลัก

IELTS เป็นข้อสอบระดับมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 10,000 แห่ง รวมไปถึงสถานศึกษาชั้นนำถึง 140 ประเทศ อาทิ อังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยข้อสอบ IELTS สามารถวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษทั้งด้านการฟัง (Listening) การพูด (Speaking) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) ซึ่งผลการสอบ IELTS นั้นสามารถใช้ยื่นเข้าศึกษาหรือทำงานได้ทั่วทุกมุมโลก

การสอบ IELTS Academic คืออะไร ต่างกับ IELTS General ยังไง ?

ในการสอบ IELTS นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ IELTS Academic และ IELTS General Training โดยข้อสอบ IELTS Academic และ IELTS General Training จะมีระดับความยาก-ง่ายที่แตกต่างกันในพาร์ท Reading และ Writing เนื่องจากข้อสอบทั้ง 2 แบบมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

  • IELTS Academic การทดสอบวัดระดับความสามารถภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ ใช้สำหรับยื่นเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก รวมทั้งใช้สำหรับยื่นเข้าร่วมองค์กรที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งผลสอบ IELTS Academic สามารถใช้ยื่นเข้าศึกษาต่อได้ทั้งในประเทศไทยและใช้ยื่นเข้าสมัครทำงานในตำแหน่งที่ต้องการทักษะภาษาขั้นสูงอีกด้วย
  • IELTS General Training เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐานที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน ใช้สำหรับยื่นเข้าศึกษาต่อในต่างประเทศในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี เช่น ระดับมัธยมศึกษาหรือการศึกษาทั่วไป รวมทั้งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ ข้อสอบของ IELTS General Training จึงไม่ยากและซับซ้อนเท่า IELTS Academic นั่นเอง

การสอบ IELTS Computer-Based คืออะไร ต่างกับ IELTS Paper-Based ยังไง ?

การสอบ IELTS Computer-Based นั้น เป็นการทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ ทั้งข้อสอบประเภท Academic และ General Training โดยจะทำการทดสอบในพาร์ท Listening, Reading และ Writing ผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งในส่วนของ IELTS Paper-Based จะทำการทดสอบบนกระดาษ แต่ในพาร์ท Speaking น้องๆ ยังต้องสอบกับ Examiner แบบตัวต่อตัวเช่นเดิม โดยการเลือกรูปแบบการสอบให้ดูความถนัดของตนเอง เช่น 

  • หากน้องๆ ลายมือสวยและอ่านออกได้ชัดเจน แนะนำให้เลือกสอบแบบกระดาษ แต่ถ้าลายมืออ่านยากหรือเขียนไม่ถนัดก็ควรเลือกสอบแบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้กรรมการตรวจข้อสอบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 
  • สำหรับน้องๆ ที่ไม่ถนัดการพิมพ์บนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ก็ควรเลือกสอบแบบกระดาษเช่นกัน เพราะคอมพิวเตอร์จะดับทันทีที่หมดเวลาหากพิมพ์ได้ช้าอาจทำข้อสอบไม่ทันและพลาดคะแนนดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย 
  • การสอบ IELTS Computer-Based เหมาะสำหรับน้องๆ ที่อยู่ในโซนกรุงเทพฯ เพราะศูนย์สอบจะมีการจัดการสอบแบบคอมพิวเตอร์ให้ แต่หากเป็นศูนย์ในสอบต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะเป็นการสอบแบบแบบ IELTS Paper-Based
  • การสอบ IELTS แบบคอมพิวเตอร์ เหมาะกับน้องๆ ที่ต้องการใช้ผลสอบที่เร่งด่วน โดยจะได้รับผลสอบภายใน 5-7 วัน หากสอบแบบกระดาษจะได้รับผลสอบภายใน 13 วัน แต่จะมีค่าธรรมเนียมสอบที่ถูกกว่าการสอบแบบคอมพิวเตอร์

ดังนั้น การสอบ IELTS Computer-Based จะแตกต่างกับการสอบ IELTS Paper-Based เพียงรูปแบบการสอบเท่านั้น โดยการสอบแบบ Paper น้องๆ จะสามารถขีดเขียนคำตอบลงบนกระดาษคำถามได้ แต่ถ้าสอบด้วยคอมพิวเตอร์จะสะดวกในการพิมพ์คำตอบด้วยคีย์บอร์ดและมี Timer แจ้งเวลาบนจอคอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของเนื้อหาการสอบ รูปแบบของข้อสอบ ประเภทคําถามและเวลาในการทำข้อสอบ รวมทั้งเกณฑ์การคิดคะแนนนั้นจะเหมือนกันทุกประการ

การสอบ IELTS มีกี่พาร์ท ?

ข้อสอบ IELTS แบ่งออกเป็น 4 พาร์ท คือ การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) การเขียน (Writing) และ การพูด (Speaking)

1. การฟัง (Listening) มีเวลาทำข้อสอบ 30 นาที

มีคำถามทั้งหมด 40 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน โดยมีทั้งหมด 4 ส่วน 

  • ส่วนที่ 1-2 จะเน้นเรื่องการสนทนาในชีวิตประจำวันระหว่าง 2 บุคคล 
  • ส่วนที่ 3-4 จะเป็นบทสนทนาจากสถานการณ์จำลองที่เกี่ยวกับวิชาการหรือการศึกษา 

ซึ่งเนื้อหาสอบจะมีทั้งการสนทนา บทพูดและการออกเสียง โดยจะเรียงลำดับจากความง่ายไปยาก น้องๆ จึงต้องตั้งใจฟังเนื้อเรื่องให้ดี เพราะจะฟังได้เพียงรอบเดียวเท่านั้นและจะมีเวลาให้ตรวจทานความถูกต้องภายใน 10 นาทีในช่วงท้ายก่อนที่จะเริ่มสอบในพาร์ทถัดไป

2. การอ่าน (Reading) มีเวลาทำข้อสอบ 60 นาที

การทดสอบทักษะการอ่าน มีเรื่องสั้นให้อ่าน 3 เรื่อง มีคำถาม 40 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน เนื้อหาที่ออกสอบจะมาจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือต่างๆ อาจมีแผนภาพ กราฟ หรือภาพประกอบซึ่งจะเน้นการคิดและวิเคราะห์ เพื่อทดสอบทักษะการอ่านที่หลากหลาย ทั้งการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านเพื่อหารายละเอียด การทำความเข้าใจข้อคิดเห็นเชิงตรรกะ และการจำแนกความเห็นหรือทัศนคติ ตลอดจนจุดประสงค์ของผู้เขียน โดยลักษณะการตอบคำถามที่ออกบ่อยที่สุด คือ 

  • True, False, Not Given
  • การถาม-ตอบ/การแสดงความคิดเห็น
  • การเติมคำในช่องว่าง
  • Yes or No
  • Multiple Choice
  • Matching 

ซึ่งน้องๆ จะต้องหา Main Idea ของบทความทุกย่อหน้า แล้วคิดและวิเคราะห์ แนะนำให้ใช้เทคนิค Skim/Scan 

  • Skimming คือ การอ่านแบบข้ามอย่างเร็วๆ เพื่อเก็บใจความสำคัญและรายละเอียดของบทความ
  • Scanning คือ การอ่านแบบจับจุด โดยการอ่านผ่านๆ เพื่อหาประเด็นที่ต้องการ เช่น ชื่อคน ชื่อสถานที่ เวลา หรือตัวเลข เป็นต้น

หากข้อไหนทำไม่ได้ แนะนำให้ข้ามไปทำข้ออื่นก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามากจนเกินไป

3. การเขียน (Writing) มีเวลาทำข้อสอบ 60 นาที

การทดสอบการเขียน มีทั้งหมด 2 ส่วน โดยน้องๆ จะต้องเขียนให้ได้จำนวนคำอย่างต่ำตามที่กำหนดมาให้ หากเขียนไม่ครบจะถูกหักคะแนน ซึ่งจะต้องแบ่งเวลาสำหรับการทำข้อสอบทั้ง 2 ส่วนให้ดี 

  • Task 1 ต้องเขียนคำตอบอย่างน้อย 150 คำ และควรใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที โดยข้อสอบจะมีข้อมูลและกราฟมาให้ ได้แก่ กราฟแท่ง กราฟเส้น กราฟวงกลม รวมทั้งตารางและ Flow Chart เพื่อเป็นการวัดความรู้ความสามารถในการจัดระเบียบข้อมูลและการอภิปรายผลจากข้อมูล 
  • Task 2 เป็นการเขียนตอบในหัวข้อทั่วไปในรูปแบบการเขียนเรียงความ (Essay) โดยเน้นการเขียนแสดงความคิดเห็น เช่น วิธีแก้ไขปัญหา การเปรียบเทียบหรือการวิพากษ์วิจารณ์ โดยจะต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำและไม่ควรใช้เวลาเกิน 40 นาที 

นอกจากนี้ การทดสอบการเขียนยังวัดทักษะการใช้ Tense ในการเขียนประโยคให้ถูกต้องอีกด้วย ซึ่งคะแนนจะถูกประเมินโดย Examiners ที่พิจารณาจาก 

  • Task Achievement เขียนได้ครบถ้วนสมบูรณ์และกระชับ 
  • Coherence and Cohesion การเชื่อมโยงเนื้อหาได้ดี 
  • Lexical Resource การใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมและหลากหลายระดับ
  • Grammatical Range and Accuracy การใช้ไวยากรณ์ได้อย่างถูกต้อง 

แนะนำว่าน้องๆ ควรศึกษาคำศัพท์ให้ดี รวมทั้งควรฝึกฝนการใช้ Transition words, Compare และ Contrast words ให้คล่องเพื่อเก็บคะแนนพาร์ทนี้ให้ได้มากที่สุด

4. การพูด (Speaking) มีเวลาทำข้อสอบ 10 - 15 นาที

เป็นการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับ Examiners มีทั้งคำถามสั้นๆ และการพูดโดยละเอียด 1 หัวข้อ เพื่อทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  • Part 1 Short Answer การแนะนำตัวและพูดคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ครอบครัว การเรียน การทำงาน และความสนใจทั่วไป โดยจะใช้เวลาประมาณ 4 – 5 นาที
  • Part 2 Long Turn โดย Examiners จะมีบัตรคำถามมาให้ 1 ใบ และน้องๆ จะมีเวลาในการเตรียมตัวก่อนพูด 1 นาที เริ่มทดสอบการพูดประมาณ 2 นาที และถาม-ตอบเพิ่มเติม
  • Part 3 Discussion การพูดโต้ตอบกับ Examiner ในหัวข้อตามบัตรคำถามที่ได้ ใช้เวลาประมาณประมาณ 5 นาที

โดยการทดสอบการพูดจะพิจารณาจาก

  • Fluency and Coherence ความคล่องแคล่ว การพูดอย่างลื่นไหล
  • Lexical Resource การใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมและหลากหลายระดับ
  • Grammatical Range and Accuracy การใช้ไวยากรณ์ได้ถูกต้อง 
  • Pronunciation การออกเสียงได้อย่างถูกต้อง

น้องๆ จึงจำเป็นต้องฝึกพูดให้คล่องทั้งในส่วนที่ 2 และ 3 และฝึกการตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการ เพื่อความเป็นมืออาชีพขณะสัมภาษณ์กับ Examiner ด้วย

มาดูตัวอย่างหัวข้อ IELTS Speaking Topics 2022 กันเลยดีกว่า

Speaking Part 1

  1. Work
    • Where are you working at the moment?
    • Do you want to work in another country?
  2. Family
    • Are you close with your family?
    • Are families becoming more distant in your country?
  3.  Science
    • What was your favorite scientific subject?
    • Are science majors common in your country?

Speaking Part 2

  1. Talk about a person who taught you how to do something. Include:
    • Who it was?
    • What they taught you?
    • If you can still do it.
  2. Talk about an event you went to that had good food. Include:
    • What the event was for?
    • What the food was?
    • Why did you like it?
  3. Talk about a person in your life with a good sense of humor. Include:
    • Who it is?
    • Why they are funny?
    • How often you see them?

Speaking Part 3

  1. Advertising
    • What kind of ads are common in your country?
    • Are there laws regulating ads where you live?
    • Will ads still be useful and common in the future?
  2. Training
    • Do you think employers are responsible for training their employees?
    • How important is training in different industries?
    • Is it common for people in your country to pursue higher education later in life?
  3. Life Goals
    • How important is it for people to set goals?
    • Are personal goals more important than professional goals?
    • Are people becoming more pessimistic about their life goals?

(ที่มา : https://howtodoielts.com/recent-ielts-speaking-topics-2022/)

การสอบ IELTS UKVI คืออะไร ?

การสอบ IELTS for UKVI เป็นการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ เพื่อสนับสนุนการยื่นวีซ่าของกองวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมืองแห่งสหราชอาณาจักร โดยรัฐบาลให้การยอมรับเป็นที่เรียบร้อย (UK government approved Secure English Language Test: SELT) การสอบประเภทนี้เหมาะสำหรับน้องๆ ที่ต้องการยื่นสมัครวีซ่าเพื่อเข้าศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ โดยเป็นวีซ่าประเภท Tier 4 Visa ที่ใช้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ หรือหลักสูตรระดับต่ำกว่าปริญญาตรีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร Foundation หรือ Pre-Sessional สำหรับปูพื้นฐานก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

การสอบของ IELTS UKVI มีรูปแบบเหมือนกับการสอบ IELTS แบบปกติทั่วไป แต่จะมีการคุมสอบที่เข้มงวดกว่า รวมถึงใบรายงานผลการสอบจะแสดงหลักฐานว่าผ่านการรับรองจากกระทรวงมหาดไทยแห่งสหราชอาณาจักรแล้วตามเงื่อนไข นอกจากนี้ผลสอบ IELTS UKVI ยังสามารถใช้ยื่นลงเรียน Pre-sessional English Course ได้โดยไม่ต้องสอบใหม่หากคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดอีกด้วย เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับน้องๆ ที่ได้ Unconditional Offer และ Conditional Offer เลยทีเดียว

 

สำหรับน้องๆ ที่ต้องการสอบ IELTS for UKVI จะต้องสอบกับศูนย์สอบที่ผ่านการรับรองจากกองวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมืองแห่งสหราชอาณาจักร (UKVI) แล้วเท่านั้น โดยในประเทศไทยสามารถสมัครสอบได้ที่ British Council และที่ IDP โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 8,100 บาท ส่วนสนามสอบในสหราชอาณาจักรมีทั้งหมด 10 ได้แก่ London Cardiff, Edinburgh Belfast Birmingham และ Manchester รวมทั้งศูนย์สอบถาวรอีก 114 แห่ง และศูนย์สอบชั่วคราวที่เปิดเพิ่มเติมในประเทศต่างๆ อีก 60 ทั่วโลก

การสอบ IELTS Life Skills คืออะไร ?

การสอบ IELTS Life Skills คือ การทดสอบภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ต้องการแสดงความสามารถด้านการพูดและการฟังในระดับ A1 หรือ B1 เพื่อใช้ในการยื่นคำร้องขอวีซ่าสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการยอมรับจากหน่วยงานวีซ่าและการย้ายถิ่นของสหราชอาณาจักรตามมาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษาจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (CEFR) โดยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่

  • IELTS Life Skills ระดับ A1 ใช้สมัครวีซ่าคู่หมั้น คู่สมรสและครอบครัว แห่งสหราชอาณาจักร
  • IELTS Life Skills ระดับ B1 ใช้ในการสมัครขอวีซ่าพลเมืองแห่งสหราชอาณาจักร

โดยการทดสอบ IELTS Life Skills ทั้ง 2 ระดับจะทดสอบเพียงทักษะด้านการฟังและการพูดในเชิงการรับข้อมูล การส่งข้อมูล การสื่อสารและการตอบโต้ ซึ่งเป็นการสนทนาตามหัวข้อที่กำหนดระหว่างผู้ทดสอบ 2 คนที่มีความสามารถทางภาษาอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยจะใช้เวลาทดสอบประมาณ 16 – 22 นาที และมีอาจารย์เจ้าของภาษาเป็นผู้ดำเนินการทดสอบ

วิธีคิดคะแนน IELTS และ เท่าไหร่ถึงจะผ่าน ?

การสอบ IELTS จะเป็นการวัดทั้งหมด 4 ทักษะ คะแนนก็จะอยู่ที่ 1.0-9.0 ซึ่งการสอบ IELTS จะเรียกคะแนนเป็นแบนด์ (Band) โดยจะเพิ่มขึ้นที่ละ 0.5 แล้วนำคะแนนแต่ละพาร์ททั้งหมดมาหารรวม เป็นคะแนน Overall โดยมีคะแนนเต็มอยู่ที่ระดับ 9 

 

โดยเฉลี่ยแล้วคะแนนสอบ IELTS ของคนไทย (แบบ Academic) อยู่ที่ประมาณ IELTS 6.0 (ข้อมูลล่าสุดในปีพ.ศ. 2562 จากเว็บไซต์ IELTS.org) หากแยกออกเป็นแต่ละพาร์ทจะเฉลี่ยอยู่ที่ 

  • Reading 6.1
  • Listening 6.4
  • Writing 5.5
  • Speaking 5.9

ซึ่งหากใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยควรได้คะแนน IELTS 6.0 เป็นพื้นฐาน แต่ถ้าจะให้ดีควรอยู่ที่  IELTS 6.5 ขึ้นไป และระดับสูงติดอันดับโลก คือ IELTS 7.0 ขึ้นไป 

 

หลังจากสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผลการสอบแบบ IELTS Paper-Based จะใช้เวลา 13 วัน ส่วนการสอบแบบ IELTS Computer-Based จะใช้เวลา 3-5 วัน โดยทางศูนย์สอบจะทำการจัดส่งผลสอบให้ภายใน 1-2 วัน หลังประกาศผลสอบ ซึ่งผลสอบ IELTS จะมีอายุการใช้งาน 2 ปี นับจากวันที่สอบ

วิธีการสมัครสอบ IELTS

น้องๆ สามารถสมัครสอบ IELTS ผ่านออนไลน์ด้วยตัวเองผ่าน British Council หรือ IDP หรือให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสมัครสอบให้ก็ได้ หากสมัครผ่านออนไลน์จะมีขั้นตอน ดังนี้

  • เข้าไปที่เว็บไซต์ British Council หรือ IDP
  • เลือกประเภทการสอบ IELTS Regular หรือ IELTS UKVI 
  • เลือกประเทศ จังหวัด และ ประเภทการสอบ
  • เลือกสถานที่สอบและวันที่สอบ
  • กรอกรายละเอียดและอัพโหลดเอกสาร
  • รับอีเมลยืนยันการชำระเงิน

โดยน้องๆ ที่สมัครสอบ IELTS จะได้รับอีเมลแจ้งเตือนที่มีรายละเอียดวัน เวลา และสถานที่สอบก่อนวันสอบจริงประมาณ 2-3 วัน

ค่าสอบ IELTS ราคาเท่าไหร่ ?

  • IELTS Regular – ณ ศูนย์สอบ (แบบกระดาษหรือแบบคอมพิวเตอร์) : 7,100 บาท
  • IELTS for UKVI – ณ ศูนย์สอบ (แบบกระดาษหรือแบบคอมพิวเตอร์) : 7,710 บาท
  • IELTS Life Skills (A1 และ B1) – ณ ศูนย์สอบ : 5,800 บาท

สอบ IELTS IDP กับ IELTS British Council ที่ไหนดีกว่ากัน ?

สอบ IELTS ไม่ว่าจะสอบที่ IDP หรือ British Council ก็จะมีมาตรฐานการสอบที่เหมือนกัน เนื่องจากทุกรอบสอบจะใช้ข้อสอบชุดเดียวกันโดยส่งตรงมาจาก University of Cambridge และสามารถนำผลสอบ IELTS ไปใช้ได้ทั่วโลกเช่นเดียวกัน แต่ส่วนที่แตกต่างจะ แบ่งได้ดังนี้ 

  • British Council เป็นตัวแทนการจัดสอบของสหราชอาณาจักร จำเป็นต้องมีจำรหัสประจำตัวสอบ โดยจะต้องเก็บหรือถ่ายรูปสติกเกอร์ที่ระบุข้อมูลผู้สอบที่ได้รับในวันสอบเพื่อใช้สำหรับตรวจผลสอบ IELTS ผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนผลสอบฉบับจริงจะถูกจัดส่งมาตามที่อยู่ที่ระบุไว้ (https://www.britishcouncil.or.th/exam/ielts/dates-fees-locations)
  • IDP เป็นตัวแทนการจัดสอบของประเทศออสเตรเลีย ไม่จำเป็นต้องมีรหัสประจำตัวสอบสำหรับการตรวจผลสอบ สามารถรับผลสอบฉบับจริงได้ที่สำนักงาน IDP ได้ด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ประกาศผล และยังสามารถรับผลสอบผ่านระบบ SMS โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย (https://ielts.idp.com/book)

อย่างไรก็ตาม น้องๆ ควรเลือกสนามสอบที่สะดวกกับตนเอง ทั้งด้านการเดินทาง ความใกล้-ไกล และความพึงพอใจในหลายๆ ด้านตามความเหมาะสม

ตารางสอบ IELTS

ตารางสอบโดยประมาณ ปี 2022 น้องๆ สามารถตรวจสอบตารางสอบกับศูนย์สอบใกล้บ้านอีกครั้ง

เดือน
วันสอบที่ The British Council
วันสอบที่ IDP Thailand
มกราคม 2022
7 , 14 , 21
11 , 25
กุมภาพันธ์ 2022
4 , 11 , 18
8 , 22
มีนาคม 2022
4 , 11 , 18
8 , 22
เมษายน 2022
1 , 22 , 29
5 , 19
พฤษภาคม 2022
13 , 20 , 27
3 , 24
มิถุนายน 2022
3 , 17 , 24
7 , 21
กรกฎาคม 2022
1 , 15 , 22
5 , 19
สิงหาคม 2022
5 , 19 , 26
2 , 23
กันยายน 2022
9 , 16 , 23
6 , 20
ตุลาคม 2022
7 , 14 , 21
4 , 18
พฤศจิกายน 2022
4 , 11 , 18 , 25
8 , 22
ธันวาคม 2022
1 , 2
6 , 20

IELTS กับ Toefl อันไหนยากกว่ากัน ?

ข้อสอบ TOEFL และ IELTS จะมีเวลาทำข้อสอบ 60 นาทีเท่ากัน โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 3-4 เรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องจะมี 13-14 ข้อเช่นเดียวกัน โดยข้อสอบ TOEFL มี Practical หรือเนื้อหาวิชาการมากกว่า ซึ่งจำเป็นต้องอ่านจาก Textbooks เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการวัดความรู้ของข้อสอบ TOEFL จึงมีเนื้อหาเฉพาะกว่าและใช้ทักษะมากกว่า IELTS 

นอกจากนี้การคิดคะแนนของ IELTS จะแบ่งเป็น 1-9 และนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนรวม ซึ่งแต่ละสถาบันหรือบริษัทอาจจะต้องการคะแนนขั้นต่ำของแต่ละส่วนที่ไม่เท่ากัน จึงสามารถเลือกเก็งข้อสอบและเตรียมตัวในแต่ละพาร์ทได้ ส่วนการคิดคะแนนของ TOEFL จะคิดเป็นคะแนนรวมกันเต็ม 120 คะแนน ซึ่งสามารถทำพาร์ทที่ถนัดให้คะแนนสูงเพื่อดึงสัดส่วนคะแนนรวมโดยรวมให้ออกมาดีได้ ดังนั้นทั้ง ข้อสอบ TOEFL และ IELTS มีความยากง่ายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล

รวมเว็บไซต์ทำข้อสอบ ielts online test ฟรี !

  1. IELTS for Free ทั้งเรียน ทำเเบบฝึกหัด เเละทดสอบ IELTS ได้ฟรี มีหลากหลายหัวข้อที่คล้ายข้อสอบจริง สามารถสร้างความคุ้นเคยกับเเนวข้อสอบเเละจับเวลาทำข้อสอบได้อีกด้วย
    คลิก: http://ieltsforfree.com/
  2. IELTS Exam สามารถดาวน์โหลดแบบฝึกหัด IELTS ออกมาเป็นไฟล์ PDF และนำมาฝึกฝนได้โดยไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ต คลิก: https://www.ielts-exam.net/
  3. IELTS Simon ฝึกทำข้อสอบได้ทั้งหมด 4 ทักษะ แถมได้รับคำแนะนำและตัวอย่างสำหรับการทำข้อสอบอีกด้วย คลิก: https://ielts-simon.com/ielts-help-a…/ielts-general-writing/
  4. Take Ielts สามารถทำข้อสอบจำลองได้บนเว็บไซต์ครบทั้ง 4 พาร์ท เหมาะสำหรับคนเตรียมตัวสอบในเวลาเร่งด่วน คลิก: https://takeielts.britishcouncil.org/take-ielts/prepare/free-ielts-practice-tests
  5. IELTS buddy ศูนย์รวมข้อสอบ IELTS มีทั้งบทเรียนและแบบทดสอบ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ สามารถเข้าไปโหลดได้แบบฟรีๆ คลิก: https://www.ieltsbuddy.com/

เรียน IELTS ก่อนสอบดีไหม และเรียน IELTS ที่ไหนดี ?

แน่นอนว่าการเตรียมพร้อมอย่างดีก่อนสอบ IELTS มีโอกาสที่จะสอบได้คะแนนดีๆ สูงกว่าการไม่เรียนหรือไม่ได้เตรียมตัวก่อนสอบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะน้องๆ ที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงและไม่มีเทคนิคที่ดี ซึ่งการเรียนหรือติวก่อนไปสอบ IELTS จะช่วยเสริมความรู้ในส่วนที่น้องๆ บกพร่องไป โดยไม่ต้องเสียเวลาสอบหลายต่อหลายครั้ง แถมยังประหยัดทั้งเงินและเวลาอีกด้ว

หากน้องๆ กำลังวางแผนสอบ IELTS แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี เพื่อให้การสอบครั้งนี้ได้คะแนนดีอย่างที่หวัง สามารถมาเตรียมความพร้อมกับ The Advisor Academy หนึ่งในสถาบันเตรียมสอบหลักสูตรนานาชาติ (Test Preparation Center) ชั้นนำในประเทศไทยที่มีหลักสูตรติว IELTS ทั้งการปูพื้นฐานและตะลุยโจทย์แบบเจาะลึก เลือกลงเรียนได้ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่ม โดยครอบคลุมทักษะทั้ง 4 พาร์ทอย่างละเอียด

ในคอร์สติว IELTS ของ The Advisor Academy จะมีการประเมินความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษในการสอบ IELTS ของน้องๆ ทั้งก่อนและหลังเรียน โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและเสริมสกิลภาษาอังกฤษของน้องๆ อย่างตรงจุด มีบริการตรวจ Essay ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ช่วยให้น้องๆ ได้ฝึกฝนตนเองได้อย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลาที่ลงเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสู่สนามสอบ IELTS ของจริง

หากน้องๆ สนใจคอร์สติวสอบ IELTS ของ The Advisor Academy สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://theadvisoracademy.com/ielts/

ปรึกษาวางแผนการเรียน ฟรี !

นักเรียนที่ The Advisor Academy

Scroll to Top