เทคนิคทำ IELTS Writing Task 1 ให้ได้คะแนนดี เข้าใจง่าย ทำตามได้จริง

IELTS Writing Task 1

IELTS Writing Task 1 เป็นพาร์ตที่น้อง ๆ หลายคนมองว่าน่าจะทำได้ไม่ยาก แต่พอเอาเข้าจริงกลับเสียคะแนนไปแบบไม่รู้ตัว เพราะยังไม่เข้าใจโครงสร้างการเขียน หรือเลือกอธิบายคำตอบได้ไม่ตรงจุด พี่ขอบอกเลยค่ะว่าพาร์ตนี้ถ้าจับหลักได้ตั้งแต่ต้น จะเป็นส่วนที่ช่วยดึงคะแนน Writing ขึ้นมาได้มากทีเดียว

บทความนี้พี่ ๆ The Advisor จะค่อย ๆ พาน้องทำความเข้าใจเทคนิคทำ IELTS Writing Task 1 แบบเข้าใจง่าย มีรูปแบบข้อสอบแบบไหนบ้าง พร้อมแนวทางที่สามารถนำไปฝึกและใช้ในห้องสอบได้จริง ช่วยลดความพลาดที่หลายคนเจอ และเพิ่มโอกาสทำคะแนนได้ตามเป้าหมายอย่างมั่นใจค่ะ

สารบัญบทความ

IELTS Writing Task 1 คืออะไร?

IELTS Writing Task 1 เป็นส่วนหนึ่งของการสอบ IELTS Academic ที่มีระยะเวลาในการทำข้อสอบประมาณ 20 นาที ข้อสอบมีเพียง 1 ข้อ แต่แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Academic (บรรยายข้อมูลจากกราฟ/แผนภูมิ/ตาราง/แผนที่) และ General Training (เขียนจดหมาย) โดยต้องเขียนให้ได้อย่างน้อย 150 คำ และใช้เวลาประมาณ 20 นาทีสำหรับข้อนี้โดยเน้นการอธิบายข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัว และใช้ภาษาที่เป็นทางการ

หัวใจสำคัญของ Writing Task 1 คือความสามารถในการ มองภาพรวม (Overview) เลือกข้อมูลที่สำคัญ และใช้คำศัพท์เชิงสถิติได้อย่างถูกต้องค่ะ

รูปแบบข้อสอบ IELTS Writing Task 1

ข้อสอบ IELTS Writing Task 1 สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภทหลัก ดังนี้

1. Bar Charts (กราฟแท่ง)

กราฟแท่งใช้แสดงข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ เช่น ปริมาณ จำนวน หรือสัดส่วนของข้อมูลในแต่ละช่วงเวลา หรือแต่ละกลุ่ม ผู้สอบควรเน้นการเปรียบเทียบค่าสูงสุด ต่ำสุด และแนวโน้มโดยรวมของข้อมูล โดยการเขียนตอบข้อสอบ Bar Charts ควรเขียนตอบตั้งแต่ 150 คำขึ้นไป และไม่ควรเกิน 200 คำ โดยใช้เวลา 20 นาที

ตัวอย่างโจทย์

กราฟแท่ง

ขอบคุณรูปภาพจาก ieltsjacky.com

โจทย์ IELTS Writing Task 1 อธิบายว่ากราฟแท่งนี้เปรียบเทียบสัดส่วนของวัยรุ่นชายและวัยรุ่นหญิงในแคนาดาที่เลือกทำกิจกรรมยามว่าง 4 ประเภท ได้แก่ เล่นกีฬา ฟังเพลง เล่นเกมคอมพิวเตอร์ และช็อปปิ้ง

เทคนิคทำข้อสอบ Bar Charts

1. วิเคราะห์ข้อมูลและแนวโน้มก่อนเริ่มเขียน

อ่านและสังเกตข้อมูลต่าง ๆ ก่อนเริ่มเขียน โดยมีจุดสังเกตดังนี้

  • กิจกรรมใดเป็นที่นิยมมากที่สุดและน้อยที่สุดในกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิง
  • กิจกรรมใดที่วัยรุ่นชายมีสัดส่วนสูงกว่าวัยรุ่นหญิงอย่างชัดเจน
  • กิจกรรมใดมีความแตกต่างของสัดส่วนระหว่างสองเพศมากที่สุด

คำแนะนำ : ควรขีดเส้นใต้หรือทำเครื่องหมายหมวดที่มีความโดดเด่นชัดเจน เช่น มากสุด น้อยสุด เพราะถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญ

2. จัดกลุ่มข้อมูลก่อนเขียน

ควรจัดข้อมูลตาม ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างทั้งสองเพศ เพื่อให้เขียนได้เป็นระบบ เช่น

  • กิจกรรมที่มีช่องว่างระหว่างสองเพศมากที่สุด
  • กิจกรรมที่ทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
  • กิจกรรมที่วัยรุ่นชายมีสัดส่วนสูงกว่าวัยรุ่นหญิง

3. ลักษณะการเขียนตอบ

การเขียน IELTS Writing Task 1 จากกราฟกิจกรรมยามว่างของวัยรุ่นในแคนาดา ควรเริ่มจากการ Paraphrase โจทย์ใน Introduction โดยระบุว่ากราฟแท่งแสดงสัดส่วนของวัยรุ่นชายและวัยรุ่นหญิงที่เลือกทำกิจกรรมยามว่าง 4 ประเภท จากนั้นเขียน Overview เพื่อสรุปภาพรวมของข้อมูล โดยกล่าวถึงกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดและต่ำสุด แนวโน้มสำคัญระหว่างวัยรุ่นชายและหญิง

รวมถึงจุดที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่วน Body Paragraph 1 ควรเน้นกิจกรรมที่วัยรุ่นชายมีสัดส่วนสูงกว่าวัยรุ่นหญิง พร้อมเปรียบเทียบตัวเลขและชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญ ขณะที่ Body Paragraph 2 อธิบายกิจกรรมที่ทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนใกล้เคียงกันหรือมีความแตกต่างกันมากที่สุด เพื่อให้เนื้อหาครอบคลุม Key Features และมีการเปรียบเทียบข้อมูลอย่างเป็นระบบ

2. Line Graphs (กราฟเส้น)

กราฟเส้นมักใช้แสดงการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลตามช่วงเวลา เช่น รายได้ จำนวนประชากร หรืออัตราการเติบโต จุดสำคัญคือการอธิบายแนวโน้ม เช่น การเพิ่มขึ้น ลดลง หรือผันผวน ควรเขียนตอบตั้งแต่ 150 คำขึ้นไป และไม่ควรเกิน 200 คำ โดยใช้เวลา 20 นาที

ตัวอย่างโจทย์

กราฟเส้น

ขอบคุณรูปภาพจาก ielts-writing.info

โจทย์ IELTS Writing Task 1 อธิบายว่ากราฟเส้นนี้แสดงสัดส่วนของกิจกรรมยามว่างที่ผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริกาเลือกทำตั้งแต่ปี 1980 ถึงปัจจุบัน (2010s) 5 กิจกรรม ได้แก่ การอ่านหนังสือ (Reading), การเดินป่า (Hiking), การไปโรงละคร (Theatre), การดูโทรทัศน์ (Watching TV) และการท่องอินเทอร์เน็ต (Surfing the Internet)

เทคนิคทำข้อสอบ Line Graphs

1. วิเคราะห์ข้อมูลและแนวโน้มก่อนเริ่มเขียน 

อ่านและสังเกตทิศทางของเส้นกราฟ (Trends) ในช่วงเวลาต่าง ๆ ดังนี้

  • กิจกรรมใดที่มีทิศทางเติบโตอย่างก้าวกระโดดหรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (เช่น Hiking และ Surfing the Internet)
  • กิจกรรมใดที่มีทิศทางลดลงหรือผันผวนขึ้น ๆ ลง ๆ (เช่น Theatre และ Reading)
  • กิจกรรมใดที่ครองอันดับสูงสุดแทบจะตลอดช่วงเวลา และกิจกรรมใดที่เริ่มต้นจากจุดต่ำสุด
  • จุดตัดของเส้นกราฟหรือจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนอย่างชัดเจน

2. จัดกลุ่มข้อมูลก่อนเขียน 

ควรจัดกลุ่มเส้นกราฟตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง (Overall Trends) เพื่อให้เขียนเปรียบเทียบได้เป็นระบบ เช่น

  • กลุ่มที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (Upward Trends): Hiking (เติบโตพุ่งสูงขึ้นจนแซงเป็นอันดับ 1 ในช่วงท้าย) และ Surfing the Internet (เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะช่วงปี 2000s เป็นต้นมา)
  • กลุ่มที่มีการผันผวนหรือเติบโตช้าลง (Fluctuating/Slower Trends): Watching TV (อยู่ในระดับสูงมาตลอดแต่เริ่มลดลงช่วงท้าย), Reading (ผันผวน ดิ่งลงในปี 2000s ก่อนจะพุ่งกลับขึ้นมา) และ Theatre (ลดลงในทศวรรษแรกแล้วค่อย ๆ ฟื้นตัว)

3. ลักษณะการเขียนตอบ 

เริ่มจากการ Paraphrased โจทย์ใน Introduction โดยระบุว่ากราฟเส้นแสดงสัดส่วนกิจกรรมยามว่าง 5 ประเภทของผู้สูงอายุในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1980 ถึงปัจจุบัน จากนั้นเขียน Overview สรุปภาพรวมว่ากิจกรรมส่วนใหญ่มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Hiking และ Surfing the Internet ที่เติบโตอย่างโดดเด่น

ส่วน Body Paragraph 1 เน้นอธิบายกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องชัดเจน (Hiking, Surfing the Internet และ Reading ที่ฟื้นตัวช่วงท้าย) พร้อมระบุตัวเลขเปอร์เซ็นต์และการเปรียบเทียบ ขณะที่ Body Paragraph 2 อธิบายกลุ่มที่มีสัดส่วนสูงตั้งแต่แรกหรือมีการผันผวน (Watching TV และ Theatre) เพื่อเก็บรายละเอียดตัวเลขให้ครบถ้วนและครอบคลุม Key Features อย่างเป็นระบบ

ควรใช้คำศัพท์เกี่ยวกับแนวโน้ม เช่น rise, fall, fluctuate, peak, decline ค่ะ

3. Tables (ตาราง)

ตารางจะแสดงข้อมูลในรูปแบบตัวเลขที่ต้องนำมาเปรียบเทียบ ผู้สอบต้องเลือกเฉพาะข้อมูลสำคัญ ไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกตัวเลข จุดเด่นคือการจัดกลุ่มข้อมูลและเปรียบเทียบความแตกต่าง โดยการเขียนตอบข้อสอบ Table ควรเขียนตอบตั้งแต่ 150 คำขึ้นไป และไม่ควรเกิน 200 คำ ภายในเวลา 20 นาที

ตัวอย่างโจทย์

ขอบคุณรูปภาพจาก ieltsbuddy.com

โจทย์ IELTS Writing Task 1 อธิบายว่าตาราง (Table) นี้เปรียบเทียบสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของนักเรียนที่เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา 4 ประเภท ได้แก่ Specialist Schools, Grammar Schools, Voluntary-controlled Schools และ Community Schools ในช่วงปี 2000 ถึง 2009 (ปี 2000, 2005 และ 2009) 

เทคนิคทำข้อสอบ Tables

1. วิเคราะห์ข้อมูลและแนวโน้มก่อนเริ่มเขียน 

อ่านและสังเกตทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขในแต่ละแถวอย่างถี่ถ้วน ดังนี้

  • โรงเรียนประเภทใดที่มีสัดส่วนนักเรียน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Community Schools เติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 12% เป็น 58%)
  • โรงเรียนประเภทใดที่มีสัดส่วนนักเรียน ลดลงอย่างต่อเนื่อง (Voluntary-controlled, Grammar และ Specialist Schools)
  • โรงเรียนประเภทใดที่มีสัดส่วนสูงที่สุดและต่ำที่สุดในจุดเริ่มต้น (ปี 2000) เทียบกับจุดสิ้นสุด (ปี 2009)
  • ความเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุด: Community Schools สลับตำแหน่งจากโรงเรียนที่มีสัดส่วนต่ำที่สุดในปี 2000 กลายมาริบทแซงเป็นอันดับ 1 ในปี 2009

2. จัดกลุ่มข้อมูลก่อนเขียน 

ควรจัดกลุ่มประเภทโรงเรียนตาม ทิศทางของตัวเลข (Trends) เพื่อให้เปรียบเทียบได้ชัดเจน เช่น

  • กลุ่มที่มีทิศทางเติบโตอย่างโดดเด่น (Upward Trend): Community Schools (เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า จาก 12% ในปี 2000 ขึ้นมาเป็น 58% ในปี 2009)
  • กลุ่มที่มีทิศทางลดลง (Downward Trends):
    • Voluntary-controlled Schools (ลดลงรวดเร็วจากเกินครึ่ง 52% เหลือเพียง 20%)
    • Grammar Schools (ลดลงครึ่งหนึ่งจาก 24% เหลือ 12%)
    • Specialist Schools (ลดลงเล็กน้อยและค่อนข้างคงที่ จาก 12% เหลือ 10%)

3. ลักษณะการเขียนตอบ 

เริ่มจากการ Paraphrase โจทย์ใน Introduction โดยระบุว่าตารางแสดงสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา 4 ประเภทระหว่างปี 2000 ถึง 2009 จากนั้นเขียน Overview สรุปภาพรวมว่า Community Schools มีสัดส่วนการเข้าเรียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นประเภทหลัก ในขณะที่โรงเรียนอีก 3 ประเภทที่เหลือมีสัดส่วนลดลงทั้งหมด

ส่วน Body Paragraph 1 ให้มุ่งอธิบาย Community Schools ซึ่งเป็น Key Feature ที่เติบโตเด่นชัดที่สุด พร้อมเปรียบเทียบตัวเลขการเติบโตในปี 2000, 2005 และ 2009 ขณะที่ Body Paragraph 2 อธิบายกลุ่มโรงเรียนที่มีสัดส่วนลดลง (Voluntary-controlled, Grammar และ Specialist) พร้อมระบุตัวเลขเปรียบเทียบความแตกต่างอย่างเป็นระบบ

การใช้ comparative และ superlative forms จะช่วยให้บทความดูเป็นธรรมชาติและได้คะแนนดีขึ้นค่ะ

4. Pie Charts (กราฟวงกลม)

กราฟวงกลมใช้แสดงสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์ของข้อมูลในภาพรวม เช่น การใช้จ่าย รายได้ หรือส่วนแบ่งทางการตลาด ผู้สอบควรโฟกัสไปที่ส่วนที่มากที่สุด น้อยที่สุด และความแตกต่างที่เห็นได้ชัด การทำช้อสอบ Pie Charts ควรใช้เวลา 20 นาที ในการเขียนตอบ 150 คำขึ้นไปแต่ไม่เกิน 200 คำ

ตัวอย่างโจทย์

กราฟวงกลม

ขอบคุณรูปภาพจาก ieltsbuddy.com

โจทย์ IELTS Writing Task 1 อธิบายว่าแผนภูมิวงกลม (Pie Charts) 2 ภาพนี้เปรียบเทียบสัดส่วนแหล่งที่มาของรายได้ (Revenue Sources) และรายการค่าใช้จ่าย (Expenditures) ขององค์กรการกุศลแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ในปี 2016 โดยแสดงมูลค่ารวมทั้งหมดเป็นดอลลาร์สหรัฐ

เทคนิคทำข้อสอบ Pie Charts

1. วิเคราะห์ข้อมูลและแนวโน้มก่อนเริ่มเขียน

อ่านและสังเกตสัดส่วนของแต่ละแผนภูมิวงกลมอย่างถี่ถ้วน ดังนี้

  • ฝั่งรายได้ (Revenue): หมวดใดเป็นแหล่งรายได้หลักที่ครอบครองสัดส่วนมากที่สุด (Donated Food สูงถึง 86.6%) และหมวดใดมีสัดส่วนน้อยที่สุด (Government Grants และ Investment Income เพียงอย่างละ 0.2%)
  • ฝั่งรายจ่าย (Expenditures): หมวดใดเป็นค่าใช้จ่ายหลัก (Program Services สูงถึง 95.8%) และหมวดใดเป็นค่าใช้จ่ายส่วนน้อย (Fundraising 2.6% และ Management and General 1.6%)
  • ความสัมพันธ์ของยอดรวม: รายได้รวมและรายจ่ายรวมมีมูลค่าใกล้เคียงกันอย่างมาก

2. จัดกลุ่มข้อมูลก่อนเขียน

ควรจัดกลุ่มเนื้อหาตาม ประเภทของแผนภูมิวงกลม (Revenue vs Expenditures) เพื่อให้เขียนเปรียบเทียบได้เป็นระบบ เช่น

  • หมวดรายได้ (Revenue Sources): เน้นหมวดที่เป็นก้อนใหญ่ที่สุด (Donated Food 86.6%) เปรียบเทียบกับหมวดที่เหลือ ซึ่งได้แก่ Community Contributions (10.4%), Program Revenue (2.2%) และหมวดเล็ก ๆ ที่เหลือน้อยกว่า 1%
  • หมวดรายจ่าย (Expenditures): เน้นหมวดที่เป็นก้อนใหญ่ที่สุด (Program Services 95.8%) ซึ่งคิดเป็นเกือบทั้งหมดของงบประมาณ เปรียบเทียบกับส่วนที่เหลืออีก 2 หมวดเล็ก ๆ คือ Fundraising และ Management

3. ลักษณะการเขียนตอบ

เริ่มจากการ Paraphrase โจทย์ใน Introduction โดยระบุว่าแผนภูมิวงกลมแสดงสัดส่วนรายได้และรายจ่ายขององค์กรการกุศลในสหรัฐฯ ในปี 2016 จากนั้นเขียน Overview สรุปภาพรวมว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจากอาหารบริจาค และงบประมาณเกือบทั้งหมดถูกนำไปใช้กับบริการด้านโครงการ โดยยอดรวมรายได้และรายจ่ายมีมูลค่าใกล้เคียงกัน

ส่วน Body Paragraph 1 อธิบายรายละเอียดสัดส่วนในฝั่งรายได้ (Revenue Sources) ตั้งแต่หมวดที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงหมวดเล็ก ๆ พร้อมระบุตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ Body Paragraph 2 อธิบายรายละเอียดสัดส่วนในฝั่งรายจ่าย (Expenditures) พร้อมเปรียบเทียบตัวเลข และปิดท้ายด้วยการระบุยอดรวม (Totals) ของทั้งสองฝั่งอย่างเป็นระบบ

คำศัพท์ที่นิยมใช้ ได้แก่ proportion, percentage, account for, make up และไม่ควรใช้ศัพท์เดิมซ้ำ ๆ ค่ะ

5. Diagrams (แผนภาพ)

แผนภาพมักเป็นข้อสอบที่แสดงขั้นตอนหรือกระบวนการ เช่น กระบวนการผลิตสินค้า หรือวัฏจักรตามธรรมชาติ จุดสำคัญคือการเขียนลำดับขั้นตอนให้ชัดเจน และใช้ tense ให้ถูกต้อง การเขียนคำตอบ IELTS Writing Task 1 พาร์ทนี้ควรเขียนตอบในขอบเขต 150 – 200 คำ ภายในเวลา 20 นาที

ตัวอย่างโจทย์

แผนภาพ

ขอบคุณรูปภาพจาก ieltsbuddy.com

โจทย์ IELTS Writing Task 1 อธิบายว่าแผนภาพ (Diagram/Process Chart) นี้แสดงขั้นตอนการผลิตช็อกโกแลต (Chocolate Production) ตั้งแต่การปลูกผลคาเคาในฟาร์มไปจนถึงการแปรรูปเป็นช็อกโกแลตเหลวในโรงงาน ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการทั้งหมด 10 ขั้นตอน

เทคนิคทำข้อสอบ Diagrams

1. วิเคราะห์ข้อมูลและลำดับขั้นตอนก่อนเริ่มเขียน

 อ่านและสังเกตจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด และลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ดังนี้

  • จุดเริ่มต้น (Start): การปลูกต้นคาเคา (cacao tree) ในอเมริกาใต้ แอฟริกา หรืออินโดนีเซีย จนได้ฝักสีแดงที่สุกงอม
  • ช่วงการจัดเตรียมวัตถุดิบ (ขั้นตอน 2-6): เก็บเกี่ยวฝักคาเคา นำเมล็ดโกโก้สีขาวออกมา หมัก ตากแดดให้แห้ง บรรจุลงกระสอบ และขนส่งด้วยรถไฟหรือรถบรรทุกไปยังโรงงาน
  • ช่วงการแปรรูปในโรงงาน (ขั้นตอน 7-10): นำเมล็ดโกโก้ไปคั่ว บดเพื่อแกะเปลือกนอกออก และบดอัดเนื้อเค้กโกโก้ข้างในจนได้ช็อกโกแลตเหลว (liquid chocolate)
  • จุดสิ้นสุด (End): ได้ผลผลิตเป็นช็อกโกแลตเหลวพร้อมนำไปใช้งานต่อ

2. จัดกลุ่มข้อมูลก่อนเขียน

ควรจัดกลุ่มขั้นตอนออกเป็น 2 ระยะหลัก (Two Main Phases) เพื่อให้อธิบายได้อย่างเป็นลำดับและชัดเจน เช่น

  • ระยะที่ 1: การเก็บเกี่ยวและการเตรียมวัตถุดิบกลางแจ้ง (ขั้นตอนที่ 1-6) ครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยวผล การหมักเมล็ด การตากแห้ง การบรรจุลงกระสอบ และการขนส่งไปยังโรงงาน
  • ระยะที่ 2: กระบวนการแปรรูปในโรงงาน (ขั้นตอนที่ 7-10) ครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้าโรงงาน การคั่วเมล็ด การบดเพื่อกะเทาะเปลือกนอกออก และการบดอัดเนื้อโกโก้ส่วนในจนกลายเป็นช็อกโกแลตเหลว

3. ลักษณะการเขียนตอบ

เริ่มจากการ Paraphrase โจทย์ใน Introduction โดยระบุว่าแผนภาพแสดงขั้นตอนกระบวนการผลิตช็อกโกแลตจากเมล็ดโกโก้ จากนั้นเขียน Overview สรุปภาพรวมว่า กระบวนการนี้ประกอบด้วย 10 ขั้นตอนหลัก เริ่มต้นตั้งแต่การปลูกและเก็บเกี่ยวผลคาเคาในธรรมชาติ ไปจนถึงการแปรรูปผ่านเครื่องจักรในโรงงานเพื่อผลิตเป็นช็อกโกแลตเหลว

ส่วน Body Paragraph 1 เน้นอธิบายขั้นตอนระยะแรก (ขั้นตอนที่ 1-6) โดยใช้คำเชื่อมบอกลำดับ (Sequential markers) เช่น First, Next, After that, Then, Subsequently และไวยากรณ์เชิงรับ (Passive Voice) ขณะที่ Body Paragraph 2 อธิบายขั้นตอนระยะที่สองในโรงงาน (ขั้นตอนที่ 7-10) จนกระทั่งได้ผลผลิตสิ้นสุดอย่างเป็นระบบ

ควรใช้คำเชื่อมลำดับ เช่น first, next, then, finally เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายค่ะ

6. Maps (แผนที่)

แผนที่จะแสดงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน เช่น การพัฒนาเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ผู้สอบต้องเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแผนที่แต่ละช่วงเวลา ซึ่งควรเขียนเสร็จภายใน 20 นาที ความยาวประมาณ 150 คำ แต่ไม่เกิน 200 คำ

ตัวอย่างโจทย์

แผนที่

ขอบคุณรูปภาพจาก ieltsbuddy.com

โจทย์ IELTS Writing Task 1 อธิบายว่าแผนผัง (Maps) สองภาพนี้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของสวนสาธารณะ Grange Park ตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1920 จนถึงสภาพในปัจจุบัน (Today)

เทคนิคทำข้อสอบ Maps

1. วิเคราะห์ข้อมูลและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงก่อนเริ่มเขียน 

อ่านและสังเกตสิ่งอำนวยความสะดวกเดิม สิ่งที่ถูกรื้อถอน สิ่งที่ถูกสร้างใหม่ และสิ่งที่ถูกดัดแปลง ดังนี้

  • สิ่งที่ถูกรื้อถอน/เปลี่ยนใหม่ (Replaced):
    • Stage for musicians ทางทิศตะวันตก ถูกเปลี่ยนเป็น Amphitheatre for concerts (ลานแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้ง)
    • Fountain ตรงกลางสวน ถูกเปลี่ยนเป็น Rose garden ที่มีเก้าอี้นั่งล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน
    • Pond for water plants ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกแทนที่ด้วย Children’s play area และมี Café อยู่ข้าง ๆ
    • Glasshouse ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถูกเปลี่ยนเป็น Water feature (ลานน้ำตก/สระน้ำตกแต่ง)
  • สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ (Added): เพิ่มทางเข้าสวนแห่งที่สามบริเวณมุมขวาล่าง ซึ่งเชื่อมตรงไปยัง Underground car park (ลานจอดรถใต้ดิน)
  • สิ่งที่ยังคงอยู่ (Retained): สวนกุหลาบมุมซ้ายบน (Rose garden) และทางเข้าหลัก 2 ทาง (Arnold Avenue และ Eldon Street) ยังคงอยู่ที่เดิม

2. จัดกลุ่มข้อมูลก่อนเขียน 

ควรจัดกลุ่มเนื้อหาตาม โซนพื้นที่ (Spatial Organization) หรือ ประเภทการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้อธิบายทิศทางได้อย่างเป็นระบบ เช่น

  • โซนฝั่งตะวันตกและตรงกลาง (West & Central Area): การเปลี่ยนเวทีดนตรีเป็นลานคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ และการย้ายสวนกุหลาบมาไว้ตรงกลางแทนที่น้ำพุเดิม
  • โซนฝั่งตะวันออกและสิ่งก่อสร้างใหม่ (East Area & Additions): การเปลี่ยนเรือนกระจกเป็นลานน้ำตก การเปลี่ยนสระพืชน้ำเป็นสนามเด็กเล่นและคาเฟ่ รวมถึงการเพิ่มทางเข้าลานจอดรถใต้ดิน

3. ลักษณะการเขียนตอบ 

เริ่มจากการ Paraphrase โจทย์ใน Introduction โดยระบุว่าแผนผังแสดงการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ของ Grange Park ระหว่างปี 1920 กับปัจจุบัน จากนั้นเขียน Overview สรุปภาพรวมว่า สวนสาธารณะแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์กิจกรรมสันทนาการมากขึ้น โดยมีการรื้อถอนสิ่งอำนวยความสะดวกเดิมเกือบทั้งหมดเพื่อแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างใหม่ แต่ยังคงรักษาทางเข้าหลักและสวนกุหลาบบางส่วนไว้

ส่วน Body Paragraph 1 เน้นอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางฝั่งตะวันตกและบริเวณพื้นที่ตรงกลางสวน โดยใช้คำระบุทิศทาง (เช่น To the west, In the centre, Opposite) และคำศัพท์เกี่ยวกับการแปลงสภาพ (was replaced by, was converted into, was transformed into) ขณะที่ Body Paragraph 2 อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางฝั่งตะวันออกและการเพิ่มทางเข้าลานจอดรถใต้ดินอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ

คำศัพท์เกี่ยวกับทิศทางและตำแหน่ง เช่น north, south, adjacent to, replaced by มีความสำคัญมากในพาร์ตนี้ค่ะ

เข้าใจ IELTS Writing Task 1 ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงเทคนิคทำคะแนนกับ The Advisor

การสอบ IELTS เป็นหนึ่งในด่านสำคัญสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการยื่นเข้าหลักสูตรนานาชาติ หรือวางแผนเรียนต่อและทำงานในระดับสากล การเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำข้อสอบให้ผ่าน แต่ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนให้สามารถใช้งานได้จริงในอนาคตด้วยค่ะ

สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังมองหาที่เตรียมสอบ IELTS อย่างจริงจัง The Advisor Academy เป็นสถาบันติวสอบหลักสูตรอินเตอร์ที่พร้อมดูแลน้อง ๆ อย่างใกล้ชิด ด้วยคอร์สเรียน IELTS ที่ออกแบบตามระดับและเป้าหมายคะแนนของแต่ละคน พร้อมเทคนิคทำข้อสอบที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง หากน้อง ๆ ยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นเตรียมสอบอย่างไร หรือกำลังลังเลว่าจะเรียน IELTS ที่ไหนดี พี่ ๆ The Advisor ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยวางแผนการเรียนที่เหมาะกับน้อง ๆ ทุกคนค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสอบ IELTS writing task 1

ทำยังไงถึงจะได้ IELTS Writing 8.5

สอบ IELTS ให้ได้ 8.5 คะแนนจริง ๆ แล้วเป็นเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูงค่ะ แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถถ้าน้อง ๆ ตั้งใจเตรียมตัวสอบกันอย่างจริงจัง 

  • ทำความเข้าใจโครงสร้าง Intro, Body Paragraphs, Conclusion และการสรุปใจความสำคัญให้ดี
  • ใช้คำศัพท์หลากหลายและเหมาะสมกับบริบท (Synonyms, Antonyms) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำ และแสดงความรู้
  • ฝึกทำความเข้าใจ Complex Sentences ที่ซับซ้อน และตีความได้อย่างถูกต้อง
  • ฝึกทำข้อสอบเก่าอย่างสม่ำเสมอ
  • เลือกคอร์สติว IELTS จากสถาบันที่ได้มาตรฐาน และมีคอร์สติวที่พื้นฐานเหมาะกับตัวเอง

เขียน Grammar ผิดนิดหน่อย ยังได้คะแนนสูงไหม?

จริง ๆ แล้วการสอบ IELTS ไม่ควรทำผิดบ่อย ถ้าผิดเล็กน้อยและไม่บ่อย ยังสามารถได้คะแนนดีค่ะ แต่ถ้ามี error ซ้ำ ๆ หรือเป็นจุดที่เห็นชัด จะดึงคะแนนลง โดยเฉพาะ Band 7 ขึ้นไปที่ต้องการความแม่นยำสูงค่ะ