SAT Math คืออะไร ข้อสอบออกอะไรบ้าง

SAT Math

น้อง ๆ หลายคนคงจะรู้จักข้อสอบ SAT กันแล้ว ในบทความนี้พี่เลยจะมาพูดถึงข้อสอบ SAT Math หนึ่งในข้อสอบ SAT ที่น้อง ๆ ต้องเจอ ใครที่กำลังสงสัยว่ามันคืออะไร ใช้เครื่องคิดเลขได้ไหม ออกเนื้อหาอะไรบ้าง ห้ามพลาด รับรองว่าเนื้อหาครบจบในที่เดียวแน่นอน

SAT Math คืออะไร?

คำตอบคือ ข้อสอบพาร์ทคณิตศาสตร์ของข้อสอบ SAT ใช้วัดความถนัดในด้านคณิตศาสตร์ มีเนื้อหาครอบคลุมคณิตศาสตร์มัธยมต้น และมีเนื้อหาคณิตศาสตร์มัธยมปลายเล็กน้อย วัดเพียงแค่ 4 ทักษะ คือ Heart of Algebra, Problem Solving and Data Analysis, Passport to Advanced Math และ Additional Topics

 

SAT Math มีคำถามกี่ประเภท?

ลักษณะของคำถามของข้อสอบจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • Multiple-Choice Questions คือ คำถามแบบมี Choice ให้เลือกทั้งหมด 4 Choice 
  • Grid-ins คือ คำถามแบบเติมคำ ที่น้อง ๆ  จะต้องเขียนคำตอบเอง แต่ไม่ต้องแสดงวิธีทำให้ดู

 

SAT Math ออกอะไร

 

ข้อสอบออกอะไรบ้าง?

ข้อสอบจะแบ่งเป็น 4 เนื้อหาหลัก ๆ ดังนี้

 

1. Algebra

เนื้อหาส่วนที่ง่ายที่สุด เพราะเป็นเรื่องของ Linear Equation ทั้งหมด เช่น การแก้สมการ Linear Equation แบบ 1 ตัวแปร และ 2 ตัวแปร อสมการเส้นตรง รวมถึงความสัมพันธ์ของสมการ และกราฟเส้นตรง

 

2. Problem Solving and Data Analysis

เนื้อหาส่วนนี้จะทดสอบการใช้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์มาวิเคราะห์ และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น ความน่าจะเป็น การหาค่ากลางต่าง ๆ แผนภาพกราฟ แผนภาพกล่อง หรือเป็นการให้ข้อมูลมาวิเคราะห์ด้านสถิติต่าง ๆ เป็นต้น

 

3. Advanced Math

ส่วนนี้ระดับความยากจะเพิ่มมากขึ้น โจทย์จะมีความซับซ้อนขึ้น ต้องวิเคราะห์ข้อมูล และตัวเลขมากขึ้น เช่น สมการกำลังสอง สมการกำลังสาม กราฟพาราโบลา เลขยกกำลัง การตีความค่าคงที่ในสมการ แก้สมการติดรูท ติดยกกำลัง เป็นต้น แม้จะฟังดูยาก แต่พี่บอกเลยว่าถ้าน้อง ๆ จำสูตรได้ ใส่สูตรจบ!

 

4. Additional Topics

ส่วนที่น้อยที่สุด เพราะออกเพียง 6 ข้อเท่านั้น แต่พี่ไม่แนะนำให้ทิ้งนะคะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าทำถูกก็ประมาณ 50 – 80 คะแนนเลยทีเดียว โดยเนื้อหาจะออกเกี่ยวกับเรขาคณิตทั้งหมด ปริมาตรของรูปทรงต่าง ๆ รูปสามมิติ สามเหลี่ยมคล้าย ตรีโกณมิติ

 

SAT Math ใช้เครื่องคิดเลขได้ไหม

 

ตอนสอบใช้เครื่องคิดเลขได้ไหม?

สำหรับการสอล Digital SAT จะปรับให้สามารถใช้เครื่องคิดเลขได้ทั้งหมดแล้ว โดยจะมีโปรแกรมเครื่องคิดเลขให้ หรือน้อง ๆ สามารถใช้เครื่องคิดเลขตัวเองได้ แต่ต้องเป็นรุ่นที่ทาง College Board อนุญาตเข้าไปใช้ในการสอบได้เท่านั้น

 

การสอบใช้เวลากี่นาที?

ข้สอบจะมี 44 ข้อ โดยใช้เวลา 70 นาที หรือ 1 ชั่วโมง 10 นาที

SAT Math ข้อสอบคะแนนเต็มเท่าไร?

มีคะแนนเต็ม 800 คะแน และเป็นหนึ่งใน 2 พาร์ทที่รวมกันเป็นคะแนน SAT ทั้งหมด 1600 คะแนน

  • Reading & Writing = 200–800

  • Math = 200–800

 

ดังนั้น ต่อให้เก่ง Math แค่ไหน คะแนนสูงสุดที่ทำได้ก็อยู่ที่ 800 ค่ะ

แล้ว “กี่คะแนน” ถึงเรียกว่าดี?

 

ขึ้นอยู่กับคณะที่อยากเข้าเลยค่ะ

  • 550–600 : เริ่มใช้สมัครหลายคณะอินเตอร์ได้

  • 650–700 : ถือว่าดี แข่งขันได้

  • 730–780 : แข็งแรงมาก

  • 800 : ดีที่สุด เท่าที่ไปได้!

สอบแค่ SAT Math อย่างเดียวได้ไหม?

คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ได้ ค่ะ เพราะข้อสอบ SAT ถูกออกแบบให้เป็นการสอบ ทั้ง Reading & Writing + Math ในครั้งเดียว ไม่สามารถสมัครเฉพาะวิชาเดียวแยกสอบได้

 

ในปัจจุบัน ข้อสอบ SAT แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1. Reading & Writing  วัดความเข้าใจภาษา การจับใจความ และไวยากรณ์
2. Math วัดทักษะคณิตศาสตร์ที่ใช้จริงในการเรียนมหาวิทยาลัย

 

เวลาสมัครสอบ ระบบจะให้ทำทั้งสองพาร์ทต่อเนื่องกัน คะแนนรวมจึงออกมาเป็น 400–1600 คะแนน โดย Math คิด 200–800 คะแนน และ Reading & Writing อีก 200–800 คะแนน

แล้วทำไมหลายคนพูดว่า “ใช้แค่ SAT Math ก็พอ”?

บางคณะหรือบางมหาวิทยาลัย (โดยเฉพาะสายอินเตอร์) อาจพิจารณาเฉพาะคะแนน Math เป็นหลัก เช่น

  • วิศวกรรม

  • วิทยาศาสตร์

  • เทคโนโลยี

  • บางคณะสายธุรกิจ

 

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะ “สอบ Math อย่างเดียว” ได้ 

ดังนั้น ขั้นตอนจริงจะเป็นแบบนี้:

  • ต้องสอบ SAT เต็มรูปแบบ
  • ได้คะแนนออกมา 2 พาร์ท
  • ตอนยื่น มหาวิทยาลัยอาจเลือกดูเฉพาะ Math

แล้วควรโฟกัสยังไงดี?

 

  • ตรวจให้แน่ใจว่าคณะที่อยากเข้า ต้องการคะแนนอะไรบ้าง (บางที่ยังดูคะแนนรวม บางที่ดู GPA และภาษาอังกฤษร่วมด้วย)
  • ฝึก Math ให้แข็ง แต่ อย่าปล่อยพาร์ทภาษา เพราะคะแนนรวมที่ดีทำให้เรา “ได้เปรียบ” เวลาคัดเลือก
  • วางแผนสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 2–3 เดือน เพื่อให้มีเวลาทบทวนและสอบซ้ำได้หากยังไม่พอใจคะแนน

เทคนิคพิชิตข้อสอบ

 

  • เตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ วางแผนอ่านหนังสือให้ครบทุกเนื้อหา
  • ฝึกทำข้อสอบเก่าเยอะ ๆ เพื่อให้คุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม
  • ติวสอบ SAT เพิ่มเติมเพื่อเก็บเทคนิคดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ เพราะบางครั้งการอ่านเองอาจจะใช้เวลานานและจับจุดเทคนิคไม่ครบ
  • เวลาทำข้อสอบให้ลองจับเวลาเสมือนสอบจริง จะทำให้น้อง ๆ ฝึกบริหารเวลาไปในตัว
  • หากข้อไหนที่ทำไม่ได้ แนะนำให้ข้ามไปทำข้อที่ทำได้ก่อน ไม่ใช้เวลากับข้อใดข้อหนึ่งเยอะเกินไป

แล้วต้องเตรียมตัวยังไงให้พร้อม?

 

เมื่อรู้แล้วว่าข้อสอบออกอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดคือ วางแผนเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ เพราะคะแนนดีไม่ได้มาจากดวง แต่เกิดจากการซ้อมที่ถูกวิธี

 

อย่างแรกเลยคือ ทบทวนพื้นฐานให้แน่น โดยเฉพาะ Algebra, สมการ, ฟังก์ชัน, สัดส่วน, ค่าเฉลี่ย และกราฟ หลายคนพลาดตรงที่รีบทำข้อสอบยาก ๆ ทั้งที่พื้นฐานยังไม่แม่น ทำให้เสียเวลาและสับสนง่ายมาก

 

ต่อมาให้เริ่มทำ ข้อสอบตัวอย่างแบบเป็นพาร์ต ทั้งส่วนที่ใช้เครื่องคิดเลข และส่วนที่ห้ามใช้ ฝึกคิดในใจให้เร็วขึ้น พร้อมกับจด “วิธีลัด” หรือรูปแบบโจทย์ที่ออกซ้ำ ๆ ไว้เสมอ เพราะในห้องสอบ เวลาแต่ละข้อมีค่ามาก

 

อีกอย่างที่สำคัญคือ ฝึกอ่านโจทย์ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะโจทย์ที่เป็นเรื่องเล่า สถานการณ์ หรือมีกราฟและตาราง อย่าเพิ่งรีบคำนวณ ค่อย ๆ เช็กว่าโจทย์ถามอะไร ต้องการคำตอบแบบไหน และข้อมูลไหนบ้างที่จำเป็น

อย่าลืม ซ้อมจับเวลาเหมือนสอบจริง ตั้งนาฬิกา ทำข้อสอบเต็มชุด แล้วตรวจคำผิด ดูว่าพลาดตรงไหน เป็นเพราะความรู้ไม่พอ? หรือเพราะอ่านไม่ทัน? จากนั้นปรับแผนใหม่ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

 

สุดท้ายคือเรื่องความสม่ำเสมอ อ่านวันละนิด ดีกว่าอ่านรวดเดียวก่อนสอบ 2–3 วัน และพักผ่อนให้พอ สมองจะจำได้ดีกว่าและคิดได้เร็วขึ้น

กลยุทธ์ในห้องสอบที่ช่วยเพิ่มคะแนนให้สูงขึ้น

 

นอกจากการเตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว สิ่งที่ทำให้คะแนนดีขึ้นแบบเห็นผลคือ การวางกลยุทธ์ในห้องสอบ นั่นเอง ซึ่งพี่ๆ ขอแนะนำตามนี้ค่ะ

 

1. เลือกทำข้อที่มั่นใจก่อน
อย่าติดอยู่กับข้อที่ทำไม่ได้  เพราะทุกข้อมีคะแนนเท่ากัน ถ้าคิดเกิน 1 นาทีแล้วยังงง ให้ข้ามไปก่อน แล้วค่อยกลับมาใหม่ตอนท้าย จะช่วยประหยัดเวลาและลดความกดดัน

 

2. ฝึกใช้การเดาอย่างมีเหตุผล (educated guess)
ถ้าไม่มั่นใจ ให้ตัดตัวเลือกที่ “ผิดแน่ ๆ” ออกก่อน แล้วลองคำนวณต่อจากข้อมูลที่เหลืออยู่ โอกาสตอบถูกจะเพิ่มขึ้นมาก แถม SAT ไม่หักคะแนนเมื่อเดาผิด  ดังนั้น อย่าปล่อยว่าง!

 

3. อย่าพึ่งเครื่องคิดเลขทุกครั้ง
หลายข้อคำนวณง่ายมาก แค่จัดรูปสมการให้ดี หรือใช้วิธีคิดเร็ว ก็เสร็จแล้ว การหยิบเครื่องคิดเลขทุกครั้งจะเสียเวลาโดยไม่จำเป็น

 

4. อ่านคำถามให้ครบจนถึงประโยคสุดท้าย
หลายคนทำถูกหมด แต่ตอบผิดเพราะโจทย์ถาม “ค่าประมาณ” หรือ “ค่า x²” ไม่ใช่ “ค่า x” ดังนั้นก่อนกดคำตอบ ให้เช็กอีกครั้งว่าโจทย์ต้องการอะไรแน่

 

5. กันเวลา 3–5 นาทีไว้ตรวจทาน
กลับไปดูข้อที่ทำเร็ว ๆ หรือข้อที่วงไว้ พร้อมเช็กหน่วย เช่น cm / m / percent รวมถึงเครื่องหมายบวก–ลบ ว่าถูกต้องไหม แค่นี้ก็ช่วยเซฟคะแนนได้หลายข้อแล้ว

SAT math

SAT math

SAT math

หากน้อง ๆ คนไหนกำลังมองหาคอร์สติวหลักสูตรอินเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น GED, IGCSE, IELTS, SAT ที่ The Advisor Academy มีคอร์สเรียนที่น้อง ๆ จะได้เรียนกับครูที่มีประสบการณ์สอนโดยตรง และมีความเชี่ยวชาญในข้อสอบหลักสูตรอินเตอร์โดยเฉพาะ ไม่เก่งภาษาอังกฤษ หรือไม่เคยเรียนหลักสูตรอเมริกันมาก่อน พี่ ๆ ก็พร้อมปูพื้นฐานและติวเข้มจนน้อง ๆ สอบผ่าน สนใจคอร์สเรียนติดต่อ Line@TheAdvisor ได้เลยนะคะ