IELTS คืออะไร? รู้ให้ครบก่อนสอบ เพื่อวางแผนทำคะแนนได้ตรงจุด
น้อง ๆ หลายคนอาจคุ้นเคยกับข้อสอบ IELTS มาบ้างแล้ว เพราะเป็นหนึ่งในข้อสอบที่สามารถนำคะแนนไปใช้ ได้ทั้งการศึกษาต่อทั้งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและในต่างประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถใช้คะแนนเพื่อการทำงานและเพื่อการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศได้อีกด้วย
ถ้าน้องๆ กำลังเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการสอบ IELTS และอยากได้ภาพรวมแบบเข้าใจง่าย บทความนี้คือแหล่ง IELTS info ที่จะพาไปรู้จักว่า IELTS คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ต้องเตรียมตัวยังไง และมีตัวเลือกในการสมัครสอบที่ไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้วมาดูไปพร้อม ๆ กันค่ะ
KEY TAKEAWAY
- การสอบ IELTS หรือ International English Language Testing System เป็นข้อสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อสมัครเรียน สมัครสอบ สมัครงาน หรือยื่นวีซ่าต่างประเทศ
- ข้อสอบ IELTS มี 4 พาร์ต ฟัง (Listening), อ่าน (Reading), เขียน (Writing), พูด (Speaking)
- คะแนนสอบ IELTS สามารถนำไปใช้ต่อได้ในระยะเวลา 2 ปี
- เตรียมสอบ IELTS กับสถาบันสอนภาษาที่เชี่ยวชาญ ประเมินผู้เรียนเพื่อออกแบบคอร์สรายบุคคลได้ที่ The Advisor
การสอบ IELTS คืออะไร
การสอบ IELTS หรือเรียกชื่อเต็มว่า International English Language Testing System เป็นข้อสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษ เพื่อประเมินความรู้และความสามารถของผู้สอบที่ต้องการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในการศึกษาหรือการทำงานเป็นหลัก
ทำไมต้องสอบ IELTS
IELTS คือข้อสอบระดับมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 10,000 แห่ง รวมไปถึงสถานศึกษาชั้นนำถึง 140 ประเทศ อาทิ อังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยข้อสอบ IELTS สามารถวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษทั้งด้านการฟัง (Listening) การพูด (Speaking) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) ซึ่งผลการสอบไอเอลนั้นสามารถใช้ยื่นเข้าศึกษาหรือทำงานได้ทั่วทุกมุมโลก
การสอบ IELTS มีกี่ประเภท
การสอบ IELTS แบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก โดยวัดทักษะภาษาอังกฤษเหมือนกันทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่ต่างกันที่จุดประสงค์ในการนำคะแนนไปใช้ค่ะ
IELTS Academic
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้คะแนนเพื่อ เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยหรือปริญญาโท–เอก รวมถึงการสมัครวิชาชีพในบางสาขา เนื้อหาการสอบจะเน้นภาษาเชิงวิชาการ โดยเฉพาะพาร์ต Reading และ Writing ที่ใช้บทความและโจทย์ในบริบทการศึกษา
IELTS General Training
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้คะแนนเพื่อ ทำงาน ย้ายถิ่นฐาน หรือสมัครงานในต่างประเทศ ข้อสอบจะเน้นภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและการทำงานมากกว่า อ่านและเขียนจะอยู่ในบริบททั่วไป เช่น ประกาศ จดหมาย หรือสถานการณ์ในที่ทำงาน
และจะมี IELTS อีกหน่งประเภทที่จะเอาคะแนนไปใช้เพื่อขอวีซ่าโดยเฉพาะคือ IELTS Life Skills ที่จะมีรูปแบบการสอบด้วย IELTS UKVI ออกแบบมาเพื่อวัดทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตจริง โดยเน้นเฉพาะการ ฟัง (Listening) และการพูด (Speaking) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ผลสอบด้านการย้ายถิ่นฐานหรือการขอวีซ่าไปสหราชอาณาจักร ไม่มีคะแนน Band Score แต่ใช้ผลสอบแบบ ผ่าน (Pass) / ไม่ผ่าน (Fail)
IELTS สอบอะไรบ้าง
1. การฟัง (LISTENING)
IELTS Listening มีคำถามทั้งหมด 40 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน ให้เวลาทำข้อสอบ 30 นาที โดยมีทั้งหมด 4 ส่วน
- ส่วนที่ 1-2 จะเน้นเรื่องการสนทนาในชีวิตประจำวันระหว่าง 2 บุคคล
- ส่วนที่ 3-4 จะเป็นบทสนทนาจากสถานการณ์จำลองที่เกี่ยวกับวิชาการหรือการศึกษา
ซึ่งเนื้อหาสอบจะมีทั้งการสนทนา บทพูดและการออกเสียง โดยจะเรียงลำดับจากความง่ายไปยาก น้อง ๆ จึงต้องตั้งใจฟังเนื้อเรื่องให้ดี เพราะจะฟังได้เพียงรอบเดียวเท่านั้นและจะมีเวลาให้ตรวจทานความถูกต้องภายใน 10 นาทีในช่วงท้ายก่อนที่จะเริ่มสอบในพาร์ทถัดไป
2. การอ่าน (Reading)
IELTS Reading มีเรื่องสั้นให้อ่าน 3 เรื่อง มีคำถาม 40 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน ให้เวลาทำข้อสอบ 60 นาที โดยเนื้อหาที่ออกสอบจะมาจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือต่าง ๆ อาจมีแผนภาพ กราฟ หรือภาพประกอบซึ่งจะเน้นการคิดและวิเคราะห์ เพื่อทดสอบทักษะการอ่านที่หลากหลาย ทั้งการอ่านจับใจความสำคัญ การอ่านเพื่อหารายละเอียด การทำความเข้าใจข้อคิดเห็นเชิงตรรกะ และการจำแนกความเห็นหรือทัศนคติ ตลอดจนจุดประสงค์ของผู้เขียน โดยลักษณะการตอบคำถามที่ออกบ่อยที่สุด คือ
- True, False, Not Given
- การถาม-ตอบ/การแสดงความคิดเห็น
- การเติมคำในช่องว่าง
- Yes or No
- Multiple Choice
- Matching
ซึ่งน้อง ๆ จะต้องหา Main Idea ของบทความทุกย่อหน้า แล้วคิดและวิเคราะห์ แนะนำให้ใช้เทคนิค Skim/Scan
- Skimming คือ การอ่านแบบข้ามอย่างเร็ว ๆ เพื่อเก็บใจความสำคัญและรายละเอียดของบทความ
- Scanning คือ การอ่านแบบจับจุด โดยการอ่านผ่าน ๆ เพื่อหาประเด็นที่ต้องการ เช่น ชื่อคน ชื่อสถานที่ เวลา หรือตัวเลข เป็นต้น
หากข้อไหนทำไม่ได้ แนะนำให้ข้ามไปทำข้ออื่นก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามากจนเกินไป
3. การเขียน (WRITING)
IELTS Writing มีทั้งหมด 2 ส่วน ให้เวลาทำข้อสอบ 60 นาที โดยน้อง ๆ จะต้องเขียนให้ได้จำนวนคำอย่างต่ำตามที่กำหนดมาให้ หากเขียนไม่ครบจะถูกหักคะแนน ซึ่งจะต้องแบ่งเวลาสำหรับการทำข้อสอบทั้ง 2 ส่วนให้ดี
- Task 1 ต้องเขียนคำตอบอย่างน้อย 150 คำ และควรใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที โดยข้อสอบจะมีข้อมูลและกราฟมาให้ ได้แก่ กราฟแท่ง กราฟเส้น กราฟวงกลม รวมทั้งตารางและ Flow Chart เพื่อเป็นการวัดความรู้ความสามารถในการจัดระเบียบข้อมูลและการอภิปรายผลจากข้อมูล
- Task 2 เป็นการเขียนตอบในหัวข้อทั่วไปในรูปแบบการเขียนเรียงความ (Essay) โดยเน้นการเขียนแสดงความคิดเห็น เช่น วิธีแก้ไขปัญหา การเปรียบเทียบหรือการวิพากษ์วิจารณ์ โดยจะต้องเขียนอย่างน้อย 250 คำและไม่ควรใช้เวลาเกิน 40 นาที
นอกจากนี้ การทดสอบไอเอลพาร์ทนี้ยังวัดทักษะการใช้ Tense ในการเขียนประโยคให้ถูกต้องอีกด้วย ซึ่งคะแนนจะถูกประเมินโดย Examiners ที่พิจารณาจาก
- Task Achievement เขียนได้ครบถ้วนสมบูรณ์และกระชับ
- Coherence and Cohesion การเชื่อมโยงเนื้อหาได้ดี
- Lexical Resource การใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมและหลากหลายระดับ
- Grammatical Range and Accuracy การใช้ไวยากรณ์ได้อย่างถูกต้อง
แนะนำว่าน้อง ๆ ควรศึกษาคำศัพท์ให้ดี รวมทั้งควรฝึกฝนการใช้ Transition words, Compare และ Contrast words ให้คล่องเพื่อเก็บคะแนนสอบไอเอลพาร์ทนี้ให้ได้มากที่สุด
4. การพูด (SPEAKING)
IELTS Speaking เป็นการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับ Examiners มีทั้งคำถามสั้น ๆ และการพูดโดยละเอียด 1 หัวข้อ เพื่อทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ให้เวลาทำข้อสอบ 10 – 15 นาที โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
- Part 1 Short Answer การแนะนำตัวและพูดคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ครอบครัว การเรียน การทำงาน และความสนใจทั่วไป โดยจะใช้เวลาประมาณ 4 – 5 นาที
- Part 2 Long Turn โดย Examiners จะมีบัตรคำถามมาให้ 1 ใบ และน้อง ๆ จะมีเวลาในการเตรียมตัวก่อนพูด 1 นาที เริ่มทดสอบการพูดประมาณ 2 นาที และถาม-ตอบเพิ่มเติม
- Part 3 Discussion การพูดโต้ตอบกับ Examiner ในหัวข้อตามบัตรคำถามที่ได้ ใช้เวลาประมาณประมาณ 5 นาที
โดยการทดสอบการพูดจะพิจารณาจาก
- Fluency and Coherence ความคล่องแคล่ว การพูดอย่างลื่นไหล
- Lexical Resource การใช้คำศัพท์ที่เหมาะสมและหลากหลายระดับ
- Grammatical Range and Accuracy การใช้ไวยากรณ์ได้ถูกต้อง
- Pronunciation การออกเสียงได้อย่างถูกต้อง
คะแนนของข้อสอบ IELTS
การสอบ IELTS จะเป็นการวัดทั้งหมด 4 ทักษะ คะแนนก็จะอยู่ที่ 1.0-9.0 ซึ่งการสอบ IELTS จะเรียกคะแนนเป็นแบนด์ (Band) โดยจะเพิ่มขึ้นทีละ 0.5 แล้วนำคะแนนแต่ละพาร์ททั้งหมดมาหารรวม เป็นคะแนน Overall โดยมีคะแนนเต็มอยู่ที่ระดับ 9 ซึ่งหากใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยควรได้คะแนน IELTS 6.0 เป็นพื้นฐาน แต่ถ้าจะให้ดีควรอยู่ที่ IELTS 6.5 ขึ้นไป และระดับสูงติดอันดับโลก คือ IELTS 7.0 ขึ้นไป
หลังจากสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผลการสอบแบบ IELTS Paper-Based จะใช้เวลา 13 วัน ส่วนการสอบแบบ IELTS Computer-Based จะใช้เวลา 3-5 วัน โดยทางศูนย์สอบจะทำการจัดส่งผลสอบให้ภายใน 1-2 วัน หลังประกาศผลสอบ ซึ่งผลสอบ IELTS จะมีอายุการใช้งาน 2 ปี นับจากวันที่สอบ
ระดับและความหมายคะแนน IELTS
ระดับและความหมายคะแนน IELTS หรือที่เรียกว่า IELTS Band Score แบ่งออกเป็น 9 ระดับ แต่ละระดับมีความหมาย ดังนี้
- IELTS Band 9: Expert user ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเชี่ยวชาญ คล่องแคล่ว ถูกต้องแม่นยำ
- IELTS Band 8: Very good user ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว แต่จะมีความไม่ถูกต้องและความไม่เหมาะสมแค่เล็กน้อยเท่านั้น
- IELTS Band 7: Good user ใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะมีความไม่ถูกต้อง ความไม่เหมาะสม และความเข้าใจผิดอยู่บ้าง แต่ก็ใช้ภาษาที่มีความซับซ้อนได้ดีและสามารถให้เหตุผลได้อย่างละเอียด
- IELTS Band 6: Competent user ใช้ภาษาอังกฤษในระดับดี อาจจะมีความไม่ถูกต้อง และความไม่เหมาะสมอยู่บ้าง แต่สามารถใช้ภาษาที่ค่อนข้างซับซ้อนได้
- IELTS Band 5: Modest user ใช้ภาษาอังกฤษค่อนข้างดี เข้าใจสถานการณ์โดยรวมได้ อาจมีจุดผิดพลาดในระดับปานกลาง แต่ก็สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานได้
- IELTS Band 4: Limited user ความสามารถด้านภาษาอังกฤษอยู่ในระดับพื้นฐาน เข้าใจเฉพาะในสถานการณ์ที่คุ้นเคยเท่านั้น ไม่สามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนได้
- IELTS Band 3: Extremely limited user ถ่ายทอดและเข้าใจความหมายทั่ว ๆ ไป เฉพาะสถานการณ์ที่คุ้นเคย ส่วนการสื่อสารภาษาอังกฤษยังมีความขัดข้องบ่อยครั้ง
- IELTS Band 2: Intermittent user รู้จักคำศัพท์ง่าย ๆ แค่บางคำ ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริงได้ มีปัญหาในการทำความเข้าใจด้านการพูดและเขียนภาษาอังกฤษ
- IELTS Band 1: Non-user ไม่สามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ ใช้คำบางคำเพื่อสื่อสารได้เท่านั้น
ค่าสอบ IELTS ราคาเท่าไหร่
- IELTS Regular – ณ ศูนย์สอบ (แบบกระดาษหรือแบบคอมพิวเตอร์) : 8,210 บาท
- IELTS for UKVI – ณ ศูนย์สอบ (แบบกระดาษหรือแบบคอมพิวเตอร์) : 9,100 บาท
- IELTS Life Skills (A1 และ B1) – ณ ศูนย์สอบ : 6,970 บาท
*ราคาดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง น้อง ๆ อย่าลืมเช็กก่อนสมัครสอบทุกครั้งค่ะ
เตรียมสอบ IELTS ที่ไหนดี อยากเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนตามที่หวัง
The Advisor ที่นี่คือสถาบันติวสอบ IELTS ระดับนานาชาติ ที่เปิดสอนมาแล้วกว่า 13 ปี โดยทีมผู้สอนที่มีประสบการณ์ตรงด้านการสอบ IELTS, ติว SAT, ติว IGCSE และมีความเชี่ยวชาญในการติวต่อเนื่องสำหรับนักเรียนอายุ 14-20 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา The Advisor ช่วยให้นักเรียนสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำมาแล้วกว่า 3,500 คน พร้อมรูปแบบการเรียนกลุ่มเล็ก ดูแลใกล้ชิด และมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอย่างตรงจุด เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างมั่นใจก่อนเข้าสู่สนามสอบจริง
IELTS ที่ The Advisor เปิดสอนในรูปแบบ Private/ Duo/ Group และ Private Group Class โดยแบ่งออกเป็น 2 หลักสูตรหลัก รวมเวลาเรียนทั้งหมด 90 ชั่วโมง เพื่อปูพื้นฐานและต่อยอดสู่การทำคะแนนสอบจริงอย่างมีประสิทธิภาพ
- IELTS Instinct ระยะเวลาเรียน 40 ชั่วโมง
- IELTS Intelligence ระยะเวลาเรียน 50 ชั่วโมง
หลักสูตรทั้งสองถูกออกแบบให้ครอบคลุมข้อสอบ IELTS ครบทั้ง 4 พาร์ต โดยมีจุดเด่นแตกต่างกันชัดเจน
- IELTS Instinct (40 ชั่วโมง)
- ปูพื้นฐาน IELTS ทั้ง Listening, Reading, Writing และ Speaking
- ฝึกจับ Keywords ในบทสนทนา
- เพิ่มคลังคำศัพท์ด้วย Synonyms
- เรียนรู้การเขียน Complex Sentence
- ฝึกพูดในหัวข้อที่พบบ่อยในข้อสอบ IELTS
- IELTS Intelligence (50 ชั่วโมง)
- เจาะลึกข้อสอบ IELTS ทั้ง 4 พาร์ต
- เทคนิคทำคะแนน Listening ระดับ 8.5–9.0
- ฝึกอ่านแบบ Skim และ Scan อย่างแม่นยำ
- เสริมคำศัพท์และโครงสร้างสำหรับ Writing Task 1 และ Task 2
- ฝึกตอบ Speaking ให้ตรงแนว IELTS Examiner
การเรียน IELTS ที่ The Advisor ถูกออกแบบให้ครอบคลุมตั้งแต่การปูพื้นฐานไปจนถึงการทำข้อสอบเชิงลึก ผู้เรียนสามารถเริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และต่อยอดด้วยเทคนิคการทำคะแนนอย่างเป็นระบบ ช่วยให้เตรียมตัวสอบได้ตรงจุด มั่นใจ และพร้อมลงสนามสอบจริงมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสอบ IELTS
การเรียนคอร์ส IELTS ช่วยได้จริง หรือฝึกเองก็พอ?
ฝึกเองได้ถ้ามีวินัยและเข้าใจเกณฑ์ให้คะแนนจริง แต่คอร์สที่ดีจะช่วยชี้จุดพลาดที่ผู้สอบมองไม่เห็น โดยเฉพาะ Writing และ Speaking ซึ่งเป็นพาร์ทที่ “คิดว่าทำได้” แต่เสียคะแนนง่ายที่สุดค่ะ
เทคนิคการสอบ IELTS ให้ได้คะแนนเยอะ?
- สะสมศัพท์ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยโฟกัสตั้งแต่คำในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงคำศัพท์เชิงวิชาการที่ออกข้อสอบ IETLS บ่อย ๆ ค่ะ
- วิเคราะห์โจทย์ให้ขาดก่อนทำข้อสอบทุกพาร์ท โดยเฉพาะ Writing และ Reading เพื่อไม่ให้ตอบหลุดประเด็น
- ฝึกทำข้อสอบภายใต้เวลาจริงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาความแม่นยำและการบริหารเวลา
- รู้จุดอ่อนของตัวเองและฝึกแก้ให้ตรงจุด จะช่วยดันคะแนนได้เร็วกว่าการอ่านแบบหว่าน
- ถ้าอยากได้ทางลัดสู่คะแนน IELTS ตามเป้าหมาย เรียนกับ The Advisor Academy จะช่วยวางแผน ฝึกจริง และแก้จุดพลาดแบบตรงจุด
TOEIC กับ IELTS ต่างกันยังไง?
TOEIC เน้นการใช้ภาษาในที่ทำงานและการสมัครงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษพื้นฐานค่ะ ขณะที่ IELTS วัดทักษะภาษาเชิงวิชาการและการสื่อสารจริงครบทั้ง 4 ทักษะ ทำให้ความข้อสอบเข้มข้นและท้าทายกว่ามาก เหมาะกับการเรียนต่อและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ หรือต้องทำงานที่ใช้ศัพท์วิชาการเยอะ ๆ ค่ะ
รวมเว็บไซต์ทำข้อสอบ IELTS Online Test ฟรี
- IELTS for Free ทั้งเรียน ทำเเบบฝึกหัด เเละทดสอบ IELTS ได้ฟรี มีหลากหลายหัวข้อที่คล้ายข้อสอบจริง สามารถสร้างความคุ้นเคยกับเเนวข้อสอบเเละจับเวลาทำข้อสอบได้อีกด้วย
- IELTS Exam สามารถดาวน์โหลดแบบฝึกหัด IELTS ออกมาเป็นไฟล์ PDF และนำมาฝึกฝนได้โดยไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ต
- IELTS Simon ฝึกทำข้อสอบได้ทั้งหมด 4 ทักษะ แถมได้รับคำแนะนำและตัวอย่างสำหรับการทำข้อสอบอีกด้วย
- Take Ielts สามารถทำข้อสอบจำลองได้บนเว็บไซต์ครบทั้ง 4 พาร์ท เหมาะสำหรับคนเตรียมตัวสอบในเวลาเร่งด่วน
- IELTS buddy ศูนย์รวมข้อสอบ IELTS มีทั้งบทเรียนและแบบทดสอบ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ สามารถเข้าไปโหลดได้แบบฟรี ๆ
สอบ IELTS ที่ไหนดี? IDP หรือ BRITISH COUNCIL
ไม่ว่าจะสอบ IELTS ที่ IDP หรือ British Council ก็จะมีมาตรฐานการสอบที่เหมือนกัน เนื่องจากทุกรอบสอบจะใช้ข้อสอบชุดเดียวกันโดยส่งตรงมาจาก University of Cambridge และสามารถนำผลสอบ IELTS ไปใช้ได้ทั่วโลกเช่นเดียวกัน แต่ส่วนที่แตกต่างจะ แบ่งได้ดังนี้
- British Council เป็นตัวแทนการจัดสอบของสหราชอาณาจักร จำเป็นต้องมีจำรหัสประจำตัวสอบ โดยจะต้องเก็บหรือถ่ายรูปสติกเกอร์ที่ระบุข้อมูลผู้สอบที่ได้รับในวันสอบเพื่อใช้สำหรับตรวจผลสอบ IELTS ผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนผลสอบฉบับจริงจะถูกจัดส่งมาตามที่อยู่ที่ระบุไว้ (https://www.britishcouncil.or.th/exam/ielts/dates-fees-locations)
- IDP เป็นตัวแทนการจัดสอบของประเทศออสเตรเลีย ไม่จำเป็นต้องมีรหัสประจำตัวสอบสำหรับการตรวจผลสอบ สามารถรับผลสอบฉบับจริงได้ที่สำนักงาน IDP ได้ด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ประกาศผล และยังสามารถรับผลสอบผ่านระบบ SMS โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย (https://ielts.idp.com/book)
อย่างไรก็ตาม น้อง ๆ ควรเลือกสนามสอบที่สะดวกกับตนเอง ทั้งด้านการเดินทาง ความใกล้-ไกล และความพึงพอใจในหลายๆ ด้านตามความเหมาะสม